Sasin Management Consulting

Publication & News

news-filter
3 ปัจจัยหลักที่ทําให้พนักงานคิดลาออกจากองค์กร

การของพนักงานส่งผลค่าใช้จ่ายบุคลากรขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการสูญเสียบุคลากร สามารถทํางาน อย่างเต็มประสิทธิภาพไปนั้น เป็นการยากที่จะหาบุคลากรทดแทนที่พร้อมสามารถ างานขององค์กรได้อย่างสมบูรณ์ในทันที จากการศีกษาของ Drake Htemnational NA เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยามนุษย์พบว่าค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจาก การลาออกของพนักงานนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายในการสรรหาบุคลากรและการฝึกอบรมแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการด้อย ประสิทธิภาพของบุคลากร รับเข้ามาทดแทน ในอัตราราว 25-50% ในช่วง 3 เดือนแรกของการงานของ ซึ่งเมื่อรวม ค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจะราว 150% ของเงินเดือนบุคลากรตําแหน่งที่รับเข้ามาทดแทน 1 ปี หรืออาจสูงถึง 200% ในกรณีที่ตําแหน่งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับยอดขายของบริษัทโดยตรง ซึ่งถ้าหากเราประเมินโดยใช้สมมติฐานว่าในตําแหน่งงานที่มี ความซับซ้อน เช่น ตําแหน่งงานในระดับบริหาร ผู้บริหารที่เข้ามาใหม่ด้วยอัตราเงินเดือน 100,000 บาท หมายถึงเราจะมี ต้นทุนในค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้นถึง 1,800,000-2,400,000 บาทต่อตําแหน่งเลยทีเดียว ดังนั้น การดูแลรักษาบุคลากรที่ มีค่าสําหรับองค์กรไว้จึงมีความสําคัญต่อต้นทุนด้านบุคลากรและความต่อเนื่องในการดําเนินงานของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะรักษาคนเก่งๆ ไว้กับองค์กรนั้นสามารถทําได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนทางการเงิน สวัสดิการและสิทธิ ประโยชน์ต่างๆ (เช่น การจัดสถานเลี้ยงดูบุตรของลูกจ้าง ประกันสุขภาพ และบําเหน็จบํานาญ) โอกาสในการเจริญเติบโตใน หน้าที่การงาน และสังคมการทํางานที่ดี แต่ก่อนที่จะเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาการลาออกของบุคลากรนั้น เรา ควรจะเริ่มต้นด้วยการระบุสาเหตุในการลาออกให้ชัดเจน เพี่อที่จะเลือกแนวทางในการดูแลรักษาคนให้ถูกวิธี กรอบในการ วิเคราะห์สาเหตุที่ทําให้พนักงานมีความตั้งใจจะลาออกนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 5 ปัจจัยได้แก่ ข้อเรียกร้องที่เกิดจากงาน (Demand) อําานาจในการควบคุมงาน (Control) และแรงสนับสนุน (Support จะส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานในด้าน ต่างๆ เช่น ความอ่อนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) เช่น การหมดกําลังใจ การลดความเป็นตัวบุคคลของตน Depersonalization) เช่น ความรู้ ก น นสอหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า จน พนักงานปฏิบัติงานอย่างไม่ กระตือรือร้น รวมไปถึงความรู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสําเร็จ (Lack of Personal Accomplishment) ซึ่งนําไปสู่ความ ตั้งใจของพนักงานที่จะลาออก (Turnover Intention) ในที่สุด ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

1. ข้อเรียกร้องที่เกิดจากงาน (Demand)
ในแต่ละตําแหน่งงาน หรือแต่ละบุคคลย่อมเจอสภาพการทํางานที่หนักเบาไม่เท่ากัน ปัจจัยด้านความหนักเบา หรือข้อ เรียกร้อง เกิดจากงาน Deman ) สาเหตุของความเครียดจากเนื้องานแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก บทบาท ขัดแย้งกัน ole Corfict อันเกิดจากการทํางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น หัวหน้า และลูกค้า ในส่วนที่ 2 คือความไม่ชัดเจนของ บทบาทหน้าที่ ซึ่งทําให้การทํางานเป็นไปได้อย่างยากลําบาก มีรายละเอียดดังนี้
บทบาทที่ขัดแย้งกัน (Role Conflict)
• ความคาดหวังของหัวหน้างาน
• ความต้องการของลูกค้า
• ความเพียงพอของทรัพยากรที่มีสําหรับการทํางาน
• การเมืองภายในองค์กร
ความไม่ชัดเจนของบทบาทหน้าที่ (Role Ambiguity)
• ความชัดเจนของหน้าที่และความรับผิดชอบ
• ความชัดเจนของอํานาจการตัดสินใจ
• ความชัดเจนของนโยบายและกระบวนการ
• Feedback ด้านผลงานที่เป็นประโยชน์จากหัวหน้างาน
• Feedback ด้านผลงานที่เป็นประโยชน์จากลูกค้า

จากประเด็นบทบาทที่ขัดแย้งกัน (Role Conflict) จะพบว่าเป็นสิ่งที่พนักงานหลายๆ คนประสบ โดยเฉพาะคนที่ทํางาน เกี่ยวข้องกับคนจํานวนมาก คือ ความต้องการของแต่ละคนไม่ตรงกัน ซึ่งในกรณีที่คนที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันเป็นคนที่สําคัญ สําหรับพนักงานทั้งหมด เช่น หัวหน้างานโดยตรง ผู้บริหารระดับสูง และลูกค้า การจะตอบสนองให้ทุกฝ่ายพอใจย่อมทําได้ยาก ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรมีจํากัด อาทิ เวลาหรือกําลังคนที่มีไม่เพียงพอต่อการปรับแก้งานให้ตรงกับความต้องการของแต่ละ ฝ่าย ย่อมก่อให้พนักงานเกิดความเครียดในการทํางานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในประเด็นด้านความไม่ชัดเจนของบทบาท (Role Ambiguity) ก็เช่นเดียวกัน หากพนักงานต้องคอยสงสัยหน้าที่ความ รับผิดชอบของตนมีขอบเขตแค่ไหน อะไรหาได้ อะไร ไม่ได้ แล้ว หาอยู่หาได้แล้วหรือไม่ ย่อมทําให้พนักงานไม่รู้สึกถึง ความสําเร็จของในงานของตน ทั้งนี้ ความคิดเห็น หรือ Feedback ด้านผลงานที่เป็นประโยชน์จากหัวหน้างาน และลูกค้าจะมี ส่วนช่วยได้มากในการสะท้อนให้พนักงานเห็นถึงความคาดหวังที่ชัดเจน

2. อำนาจในการควบคุมงาน (Control)
ในองค์กรที่เน้นในตัวผลงานเป็นหลักและปล่อยให้พนักงานมีอิสระในการเลือกวิธีการทํางานของตนจะส่งผลให้พนักงานมี ความรู้สึกว่ามีอานาจในการควบคุมงาน ตนเองได้รับสูงกว่าองค์กร ควบคุมด้านวิธีการทํางานของพนักงานโดยละเอียด อ้านาจในการควบคุมงานของพนักงานนั้น ความพึงพอใจในการทํางานของพนักงาน โดยมีรายละเอียดของประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับอํานาจการควบคุมงาน ได้แก่

• ความสามารถในการเลือกวิธีการทํางาน
• ความสามารถในการกําหนดตารางการทํางาน
• ความสามารถในการควบคุมปริมาณงาน
• ความสามารถในการควบคุมสภาพแวดล้อมในการทํางาน
• ความเชื่อมโยงระหว่างงานของตนกับเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงาน

จะเห็นว่าอำนาจในการควบคุมงาน (Control) ไม่ได้พูดเพียงเฉพาะในส่วนของอิสระในการเลือกวิธีการทํางานเท่านั้น แต่ยัง แตะไปถึงเรื่องของความยืดหยุ่นด้านต่างๆ เช่น การให้อิสระของพนักงานในการด า ความสําคัญก่อนหลังของงาน ถืออยู่ ในมือ การเลือกสถานที่ทํางานที่เอื้อต่อการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเรื่องของอํานาจในการตัดสินใจรับงานเพิ่ม โดยพิจารณาจากงานที่ตัวเองมีอยู่ในมือด้วย และที่สําคัญที่สุด คีอ านาจในการควบคุมงานงานตามตัวชี้วัดของตน กล่าวคือ ถ้าพนักงานทํางานของเขาได้เป็นอย่างดีแล้ว ผลการประเมินตาม KPI ของเขาต้องดีตามด้วย ดังนั้น องค์กรจึงไม่ควรการกําหนดตัวชี้วัดที่อยู่นอกเหนืออํานาจการควบคุมของพนักงาน

3. แรงสนับสนุน (support)
องค์กรที่มักจะมีรายกาศในองค์กรที่ส่งเสริมให้พนักงานรักและทุ่มเทให้กับองค์กร ซึ่งปัจจัยด้านบรรยากาศหรือวัฒนธรรม องค์กรนั้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเป็นแรงสนับสนุนให้พนักงานอยู่กับองค์กร ซึ่งปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรที่มีส่วนต่อการ ตัดสินใจจะอยู่หรือ หากองค์กรนั้น ประกอบด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
• การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน
• การสนับสนุนจากหัวหน้างาน
• การสนับสนุนจากองค์กร
• ความไว้เนื้อเชื่อใจกันในองค์กร
• การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
• ความรู้ ทักษะ และความสามารถของหัวหน้างาน
• การได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน

เห็นได้ว่าปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรที่มีผลต่อการสร้างความผูกพันพนักงาน คือ ความบรรยากาศของการเกื้อหนุนของกันและกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน และองค์กร โดยเฉพาะความจริงใจต่อกันในที่ทํางาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ ร่วมมือสนับสนุน งกันและกันและลดปัญหาการขัดแย้งภายในองค์กร นอกจากนี้ แรงสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญ นอกเหนือจากเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรคือสมรรถนะของหัวหน้างานที่พร้อมต่อการให้คําแนะนําช่วยเหลือให้พนักงานพ้นปัญหาอุปสรรคในการหางานที่อาจจะเกินความสามารถ

กรณีศึกษาของบริษัท Whirlpool ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจําหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของสหรัฐอเมริกาได้มีการวาง ระบบการแก้ไขปัญหาการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพในองค์กร โดยจัดทํา Retention Risk Assessment Toolkit ซึ่ง ประกอบไปด้วยแบบประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพนักงานที่มีศักยภาพ คู่มือสําหรับการทําความเข้าใจแนว แนวโน้มความเป็นไปได้พี่พนักงานจะลาออก และแผนปฏิบัติการสําหรับหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากการ พนักงานลาออก ซึ่งได้ทําการทดลองให้กลุ่มผู้บริหารระดับสูง 65 อัตรา การประเมินความผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลาออกของพนักงานที่มีศักยภาพ ด้วยการท้าแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดจากการลาออกของพนักงานที่มีบทบาทสําคัญต่อหน่วยงาน และองค์กร ระดับความสัมพันธ์ที่มีต่อพนักงาน รวมถึงสร้าง Template สําหรับการสัมภาษณ์พนักงานในองค์กร เพื่อให้ผู้บริหารได้มีการพูดคุยสนทนาและสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานของตน

นอกจากนี้ Whirlpool มีการทํา Retention Risk Manager Guide ประกอบด้วยคิวอย่างที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการรักษา บุคลากร เช่น การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกําหนดเป้าหมายและแผนการพัฒนาอาชีพของตน แนวทางในการให้คําชื่นชม พนักงาน และการสนับสนุนเวลาและทรัพยากรเพื่อเปิดโอกาสพนักงานในการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพ

ผลจากการที่ผู้บริหารเข้าใจถึงความสําคัญของการรักษาพนักงานที่มีศักยภาพและดําเนินการลดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลต่อ การลาออก ซึ่งผลลัพธ์จากการทดลองใช้ระบบการแก้ไขปัญหาการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพในองค์กรพบว่าอัตราการ สายยกของพนักงานกลุ่ม ลดลงจาก 21% หรือเพียง 5% เท่านั้น

จากกรณีศึกษาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าองค์กรสามารถบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงที่ทําให้พนักงานคิดลาออกจากองค์กรได้ โดยสามารถใช้ 3 ปัจจัยหลักที่ทําให้พนักงานคิดลาออกจากองค์กรที่นำเสนอในบทความนี้มาประยุกต์ เพื่อวัดระดับของความเสี่ยงอาจจะสูญเสียพนักงานที่มีศักยภาพผ่านการประเมินในรูปแบบต่างๆ เช่น การสารวจความผูกพันพนักงานประจําปี (Engagement Survey) โดยพิจารณาใช้ปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานผนวกเข้ากับแบบสอบถาม หรือจัดหาการประเมินแบบ 360 องศาภายในองค์กร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามปัจจัยเสี่ยงปรากฏ ซึ่งจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา Turnover ขององค์กรอย่างตรงจุด

ART OF STORYTELLING

ในทุกๆ อาชีพ สิ่งที่หลีกหนีไม่ได้เลยก็คือ การนําเสนอ (Presentation) ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ได้ สรุปเทคนิคในการนําเสนอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การทําความรู้จักเพื่อเข้าใจผู้ฟัง (Know the audience) การตั้งหัวข้อที่ เหมาะสมและน่าสนใจสําหรับผู้ฟัง (Attention grabbing topic) การใช้สถิติต่างๆ (Shocking statistics) การซ้อมเพื่อลด ความตื่นเต้นของผู้พูด (Practice) การสบตาผู้ฟังในขณะที่พูด (Engage with the audience) รวมถึงเทคนิคอื่นๆ อีก มากมาย ซึ่งเทคนิคที่ต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกนําไปปฏิบัติตามโดยผู้พูดในเวทีต่างๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ดี แม้การเตรียมตัวของผู้พูดจะดีแค่ไหน ไม่ว่าจะซ้อมสักกี่ครั้ง สิ่งที่ยากที่สุดที่ผู้พูดหลายๆ ท่านจะต้องเผชิญ และไม่สามารถคาดเดาได้เลยก็คือ ความสนใจของผู้ฟังในระหว่างการนําเสนอ ดังนั้น การนําเสนอที่ดีนั้นมักจะเป็นการ นําเสนอที่ควบคุมความสนใจของผู้ฟังให้เป็นไปในทิศทางที่ผู้พูดต้องการ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมความสนใจของผู้ฟัง สามารถทําได้โดยการผสมผสาน “Human-ness” หรือสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจและเข้าถึงได้ดี ผ่านการสอดแทรกเรื่องราว (Story) เข้าไปเพื่อกระตุ้นความสนใจและดึงดูดความสนใจของผู้ฟังไว้ตลอดระยะเวลาการนําเสนอ (Resonate with the listeners) เนื่องจากผู้ฟังทุกคนคุ้นเคยกับการฟังเรื่องราวต่างๆ จะเห็นได้จากการฟังนิทานในสมัยเด็กๆ เพราะถ้าเราย้อนนึก ถึงวัยเด็กนั้น เราจะจําได้ทันทีว่าเด็กทุกคนสามารถคงความสนใจให้จดจ่อกับเรื่องที่ฟังอยู่นั้นได้อย่างง่ายดายโดยผู้ใหญ่ไม่ต้อง พยายามใดๆ เลยเสียด้วยซ้ำ

รูปที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง รายงาน (Report) การเล่าเรื่อง (Story) และการนําเสนอ (Presentation)
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น การนําเสนอที่ดีนั้นจะเป็นการผสมผสานระหว่าง การเล่าเรื่อง (Storytelling) และรายงาน (Report) (รูปที่ 1) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น รายงาน คือ การลงรายละเอียดผ่านการนําเสนอข้อเท็จจริงโดย จะเรียงเป็นลําดับ และเป็นขั้นตอน (Informational, exhaustive details, and facts) ในขณะที่ การเล่าเรื่อง เปรียบเสมือน การเล่านิทาน โดยเป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ซึ่งอาจจะมีอารมณ์ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยผู้ฟังจะต้องเป็นผู้สร้าง ความเชื่อมโยงจากนัยของเรื่องราวที่ฟังด้วยตัวเอง (Experiental and emphasizing evocative and implied info) ทั้งนี้ การนําเสนอที่ดี คือ การรวมทั้ง 2 สิ่งนี้ที่เข้าไว้ด้วยกัน โดยนําเสนอผ่านการวางโครงสร้างให้เหมือนกับการเล่าเรื่อง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไว้ตลอดระยะเวลาการนําเสนอ แต่สิ่งที่นําเสนอนั้น ไม่นิทานหรือเรื่องเล่า หากแต่จะเป็นข้อเท็จจริงและบท วิเคราะห์ของข้อเท็จจริงเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น ก่อนที่ผู้อ่านจะสามารถกําหนดโครงสร้างของการนําเสนอ ผู้เขียนอยากจะขออธิบายถึงโครงสร้างของ เรื่องราวที่จะถูกนํามาปรับใช้ให้เข้าใจก่อน เรื่องราว (Story) นั้นจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เนื้อหาส่วนต้นหรือ ส่วนของการท้าวความ (Beginning) ซึ่งจะเป็นการ อธิบายบริบทต่างๆ (Context) ของเรื่องถัดมา คือ ช่วงกลางหรือท้องเรื่อง (Middle) คือ การอธิบายซึ่งจุดหักเหต่างๆ 1 ทั้งที่คาดเดาได้และที่คาดเดาไม่ได้ ที่ทําให้เรื่องราวไม่เป็นไปตามที่ผู้ฟังนั้นคิดไว้ เพื่อที่จะเรียกความสนใจให้ยังคงอยู่กับเรื่องราว หรือเพื่อทําให้ผู้ฟังได้มีโอกาสคิดตาม (Suspense) สุดท้าย คือ บทสรุป (Ending) ซึ่งจะเป็นการค่อยๆ คลี่คลายจุดหักเหต่างๆ เหล่านั้นให้กับผู้ฟัง (Resolution)

รูปที่ 2: ขั้นตอนการนําเสนอ (Presentation) โดยปรับใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling)
ทั้งนี้ จากการสํารวจ การนําเสนอที่ประสพผลสําเร็จและได้รับการยอมรับที่ดีนั้น มักจะประกอบไปด้วยโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนเหมือนการเล่าเรื่องแทบทั้งสิ้น โดยในแต่ละขั้นตอน จะมีรูปแบบหรือ Pattern ที่ชัดเจน เพื่อประกอบการอธิบายรูปแบบ การนําเสนอในแต่ละขั้นตอนนั้น ผู้เขียนจะยกตัวอย่าง การนําเสนอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Iphone รุ่นแรกของ Steve Jobs ในปี ค.ศ. 2007 ดังนี้

เริ่มกันที่เนื้อหาส่วนต้นหรือการท้าวความ (Beginning) เนื้อหาในส่วนนี้เป็นการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นอยู่หรือเหตุการณ์ ในปัจจุบัน (What is) และสิ่งที่ควรจะเป็น (What could be) เพื่อให้ผู้ฟังได้เห็นถึงช่องว่าง (Gap) อย่างชัดเจนและเรียก ความสนใจของผู้ฟังว่าในส่วนถัดไป ผู้พูดกําลังจะนําเสนอวิธีใดในการปิดช่องว่างเหล่านั้น จากตัวอย่าง Steve Jobs เริ่มต้น ด้วยการท้าวความถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน (What is) ผ่านการอธิบายว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เข้ามาในตลาดอย่างมากมายนั้น มี อยู่เพียงแค่บางผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกแบบที่ไม่ มีใครเคยเห็นมาก่อน และได้ยกตัวอย่างหลายๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (“Every once in a while, a revolutionary product come along that changes everything...”) ต่อจากนั้น Jobs จึงได้กล่าวต่อถึงสิ่งที่กําลังจะเกิด (What could be) ว่า วันนี้คือวันที่เขารอมานาน ซึ่งก็คือวันที่เขานั้นมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิธีการที่ทุกคนใช้ชีวิตไปตลอดกาล (“This is the day that I have been looking forward to for two and half years...today we are introducing three revolutionary products...")ถัดมาในส่วนที่ 2 หรือช่วงกลางของการนําเสนอ (Middle) ผู้พูดสามารถลงรายละเอียดของสิ่งที่เป็นอยู่ (What is) และสิ่งที่ควรจะเป็นหรือสิ่งที่ผู้ฟังต้องการให้เป็น (What could be) สลับกันไปมา ทั้งนี้ ในการนําเสนอแต่ละครั้ง สิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ คําถามต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดการต่อต้านจากผู้ฟัง (Resistance and doubt) โดยวิธีการแก้ที่ดีที่สุดก็ คือ การคาดการณ์ถึงการคําถามที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการนําเสนอแล้วออกแบบเนื้อหาการนําเสนอให้ตอบคําถามเพื่อไขข้อข้องใจของคําถามเหล่านั้น เปรียบเสมือนการเล่นเรือใบ ที่ผู้เล่นเรือมักจะหักเรือไปทางซ้ายที ขวาที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง จุดหมายปลายทาง โดยจะไม่เดินเรือเป็นเส้นตรง ทั้งนี้ ก็เพื่อลดแรงต้านจากลม โดยถ้าย้อนกลับไปที่ตัวอย่างการนําเสนอของ Steve Jobs หลังจากที่เขาได้กล่าวแนะนําผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ของเขาแล้วนั้น เขาได้เปรียบเทียบการทํางานของมือถือ Iphone ใหม่ของ Apple เทียบกันกับมือถืออื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบันสลับไปมา เพื่อที่จะสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามือถือ Iphone นั้นสามารถทําอะไรได้บ้าง โดยเขาได้ใช้ทั้ง วีดีโอ ภาพ รวมถึง การสาธิตจริง (Demo) เพื่อให้ผู้ฟังคงความสนใจอยู่ที่สิ่งที่เขา พูดอยู่เสมอตลอดระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

สุดท้ายในส่วนที่ 3 หรือบทสรุปของการนําเสนอ (End) ถือได้ว่าเป็นส่วนที่สําคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่เราจะใช้ใน การโน้มน้าวผู้ฟัง ให้เห็นถึงความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการตามขั้นตอนหรือข้อเสนอแนะที่เรามี หรือเป็นเหตุผลว่าทําไมผู้ฟังถึง ต้องเชื่อผู้พูด โดยผู้พูดสามารถทําได้ผ่านการบอกถึงสิ่งที่ผู้ฟังจะต้องปฏิบัติ (Call to action) แล้วจึงสรุปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้ฟังได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะแล้ว (New Bliss) ซึ่งถ้ากลับมาที่ตัวอย่างของ Steve Jobs ในช่วงสุดท้าย เขาได้ทิ้งท้ายไว้ว่า Apple ได้เป็นผู้นําในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มานักต่อนัก ตั้งแต่การเปิดตัว Mac Computer ในปี ค.ศ. 1984 จนมาถึง Ipod ในปี ค.ศ. 2001 และในวันนี้ ที่เขาคิดว่า Apple ได้ทําสิ่งนั้นอีกครั้ง โดยการเปิดตัว Iphone (I didn't sleep a wink last night and I was so excited because we have been so lucky at Apple...we have had the Mac...the Ipod...and we are going to do it again with the Iphone. We are so excited.) año New Bliss หรือสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเกิดหลังจากวันที่เขาได้กล่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ไปแล้ว

ผู้เขียนขอจบบทความนี้ด้วยคํากล่าวของ TS Elliot ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “What we call the beginning is often the end. And to make an end is to make a beginning. The end is where we start from” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ณ จุดที่ การนําเสนอของเรานั้นจบลงนั้น การเดินทางของผู้ฟังก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง พวกเขาเหล่านั้นจะจดจําสิ่งที่เราพูดได้อย่าง ขึ้นใจ หรือลืมมันไปเมื่อเดินออกจากห้องประชุมนั้นก็ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับผู้พูด เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเรา คือ การพาผู้ฟังเหล่านั้น ไปยังจุดที่ผู้ฟังเข้าใจว่าทําไมสิ่งที่นําเสนอถึงสําคัญ และมีความมุ่งมั่นที่จะวางแผน และปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่เราได้ให้ไว้อย่างเต็มที่

Subscription Economy: End of ownership

ในปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับบริการสมัครสมาชิกเพื่อฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ในระบบ Streaming ผ่านผู้ให้บริการ เช่น Netflix หรือ Spotify แทนการซื้อแผ่น CD DVD หรือการซื้อภาพยนต์หรือเพลง เป็นเรื่องๆ ผ่าน iTunes เหมือนเช่นในอดีต เนื่องจากผู้ให้บริการเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้ดีกว่า ทั้งในแง่ของราคา และความสะดวกในการเข้าถึงบริการ โดยที่ผู้บริโภคไม่จําเป็นต้องเป็นเจ้าของ (Ownership) เพลงหรือภาพยนตร์นั้นๆ ภายใต้ความสําเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ภาคธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม นํารูปแบบ การให้บริการแบบสมัครสมาชิกมาให้บริการแก่ลูกค้า ก่อให้เกิดคําว่า Subscription Economy

Subscription Economy หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ภาคธุรกิจเปลี่ยน Business Model จากรูปแบบการ ขายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าแบบดั้งเดิมเป็นครั้งๆ (Traditional pay-per-product or service) สู่รูปแบบ การให้บริการแบบ Subscription-based (การให้บริการแบบสมัครสมาชิก) โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมี สาเหตุมากจากการที่ Business Model แบบ Subscription-based สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ ผู้บริโภคในปัจจุบันได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก Business Model แบบดั้งเดิมมักออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า (Customer Segment) มากกว่าความต้องการเฉพาะ บุคคล และหากลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้น ลูกค้าจําเป็นต้องมีการซื้อสินค้าหรือบริการใหม่ เนื่องจากมีปัจจัยด้านความเป็นเจ้าของมาเกี่ยวข้อง ในขณะที่ Business Model แบบ Subscription-based ให้ความสําคัญกับความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบการสมัคร สมาชิกที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้ (Personalization) นอกจากนี้ ธุรกิจแบบ Subscription- based ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานของลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบสนองต่อคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ และนําเสนอแก่ลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีและสม่ําเสมอ เนื่องจากธุรกิจ แบบ Subscription-based ไม่มีข้อจํากัดด้านความเป็นเจ้าของเหมือนกับ Business Model แบบดั้งเดิม

โดยทั่วไป Business Model แบบ Subscription-based สามารถแบ่งกระบวนการให้บริการได้ 6 ขั้นตอน คือ 1) การชักจูงให้เกิดการสมัครสมาชิก (Getting subscribers) 2) การวิเคราะห์การใช้งานของ ลูกค้า (Monitor usage) 3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่าง สม่ําเสมอ (Finding new ways to deliver ongoing value to customers) 4) การสร้างความภักดี (Build long-term loyalty) 5) การรักษาลูกค้าเดิมให้ใช้บริการต่อไป (Retaining existing subscribers) และ 6) การได้ รายได้จากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง (Accounting for recurring revenue)

หลังจากที่ผู้อ่านได้เห็นภาพของ Business Model ใน Subscription Economy แล้ว ผู้อ่านอาจมี ความคิดว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และผู้อ่านอาจคุ้นเคยกับบริการสมัครสมาชิกอยู่แล้ว เช่น การสมัคร สมาชิกเพื่อฟังเพลงจาก Apple Music หรือการใช้บริการ Microsoft Office ในรูปแบบสมัครสมาชิก อย่างไรก็ ตาม เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นในมุมของธุรกิจแบบสมัครสมาชิกในภาพกว้างมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตนําเสนอ ธุรกิจที่มีความโดดเด่นและคาดไม่ถึงในการนํา Business Model แบบ Subscription-based มาใช้ให้บริการ แก่ลูกค้า ได้แก่ Rent the Runway และ Book by Cadillac ในบทความนี้

Rent the Runway เป็นผู้ให้บริการเช่าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ตั้งแต่ชุดแต่งงาน ชุดทํางาน จนถึงชุดลําลองผ่านช่องทางออนไลน์และช่องทางสาขา โดยมีจุดเด่น คือ การให้บริการเช่าชุดแบรนด์เนมระดับ หรูหราและมีราคาแพง ภายใต้ราคาที่เอื้อมถึง และการอํานวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าโดยการให้บริการรับและส่งชุดถึงที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ เนื่องจาก Rent the Runway เป็นธุรกิจเช่าเสื้อผ้า ออนไลน์ ลูกค้าไม่มีโอกาสทดลองไซส์เสื้อผ้าเหมือนการใช้บริการร้านเช่าชุดโดยทั่วไป Rent the Runway จึง เลือกใช้กลยุทธ์การมอบเสื้อผ้าไซส์สํารองฟรีอีก 1 ไซส์ให้แก่ลูกค้า เพื่อลดปัญหาชุดไม่พอดีกับตัวและดึงดูดให้ ลูกค้าตัดสินใจใช้บริการได้ง่ายขึ้น

Rent the Runway แบ่งประเภทการให้บริการเป็น 3 ระดับ คือ 1) RTR Reserve ให้บริการเช่าชุด 4 ถึง 8 วัน ในราคาเริ่มต้นที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อครั้ง 2) RTR Update ให้บริการเช่าชุดจํานวน 4 ชิ้นต่อเดือน ในราคา 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และ 3) RTR Unlimited ให้บริการเช่าชุดได้ไม่จํากัด (เช่าพร้อมกันสูงสุด ได้ 4 ชิ้น) โดยลูกค้าสามารถสลับสับเปลี่ยนชุดใหม่ได้ตามที่ต้องการในราคา 159 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ปัจจุบัน Rent the Runway มีจํานวนสมาชิกผู้ใช้บริการกว่า 8 ล้านราย และมีรายได้จากการให้บริการกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017

Book by Cadillac: Luxury Vehicle Subscription Service
Book by Cadillac เป็นบริการเช่ารถยนต์แบบ Subscription-based ของ Cadillac บริษัทรถยนต์ ระดับพรีเมียมสัญชาติอเมริกัน ภายใต้บริษัท General Motor ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ที่ทดลองให้บริการ ในลักษณะดังกล่าว โดยคิดค่าบริการแรกเข้าจํานวน 500 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าบริการรายเดือนอีก 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมค่าจดทะเบียน ภาษี ประกันอุบัติเหตุ และค่าบํารุงรักษา นอกจากนี้ บริการของ Book by Cadillac ยังมีจุดเด่น คือ ผู้สนใจใช้บริการสามารถสมัครสมาชิกและจองรุ่นรถยนต์ Cadillac ที่ต้องการผ่าน Mobile Application โดยผู้ใช้บริการสามารถรับรถยนต์ที่สั่งจองได้ทั้งที่บ้านและที่ทํางาน ผู้ใช้บริการ Book by Cadillac ยังสามารถเปลี่ยนรถยนต์ได้ตามที่ต้องการสูงสุดถึง 18 ครั้งต่อปี

สาเหตุที่ค่ายรถยนต์อย่าง Cadillac เลือกใช้ Business Model แบบ Subscription-based เนื่องมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) ต้องการให้ผู้บริโภคมีโอกาสลองสัมผัสกับแบรนด์ Cadillac มากยิ่งขึ้น และ 2) คือ ทัศนคติ ทางการเงินของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่อยากแบกภาระทางการเงินก้อนใหญ่จากการซื้อรถยนต์ รวมถึงมองว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ไม่ใช่สิ่งสําคัญเมื่อเทียบกับการนําเงินไปใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ ด้านอื่นๆ
ปัจจุบันบริการ Book by Cadillac ให้บริการเช่ารถยนต์จํานวน 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น XT5 (ราคาเริ่มต้นขายที่ $41,590) รุ่น CT6 (เริ่มต้นที่ $55,090) รุ่น ATS-V (เริ่มต้นที่ $62,590) รุ่น Escalade (เริ่มต้นที่ $75,990) และ รุ่น CTS-V (เริ่มต้นที่ $87,490) และเปิดให้บริการใน 3 เมืองของประเทศสหรัฐฯ ได้แก่ New York Dallas และ Los Angeles และ Munich ประเทศเยอรมนี โดยผู้ใช้บริการกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้ใช้รายใหม่ที่ไม่เคยเป็น เจ้าของรถยนต์ Cadillac มาก่อน จากผลความสําเร็จดังกล่าวส่งผลให้บริษัทรถยนต์รายอื่น ได้แก่ BMW และ Mercedes-Benz ได้ริเริ่มโครงการนําร่องให้บริการในรูปแบบ Subscription-based เช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุดนี้ จากผลการศึกษา Zuora Subscription Index ในปี 2017 พบว่า ธุรกิจในรูปแบบ Subscription-based มีจํานวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงกว่าบริษัทจัดทะเบียน

ใน S&P 500 ถึง 9 เท่า นอกจากนี้ จากผลการสํารวจด้านผู้บริโภคของสถาบันวิจัยหลายๆ แห่ง พบว่า กว่าร้อยละ 50 ของชาวอเมริกันมีการซื้อสินค้าและบริการในรูปแบบ Subscription-based (สํารวจและ วิเคราะห์โดย McKinsey&Company เดือนกุมภาพันธ์ 2018) และร้อยละ 89 ของชาวอังกฤษใช้บริการธุรกิจ รูปแบบสมัครสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปี 2016 (สํารวจโดย YouGov เดือนกันยายน 2017) อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ธุรกิจทุกรายที่จะประสบความสําเร็จได้ด้วย Business Model แบบ Subscription-based มีธุรกิจเพียงน้อยรายที่สามารถทํากําไรได้จาก Business Model นี้ แม้แต่ Rent the Runway ก็เพิ่งจะมีกําไรในช่วง 1-2 ปีหลัง นอกจากนี้ จากงานวิจัยของ Harvard Business Review พบว่า ร้อยละ 13 ของธุรกิจแบบ Subscription-based มักประสบความล้มเหลว และไม่สามารถรักษาระดับการ เติบโตของรายได้ได้ เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานที่สูง การไม่สามารถรักษาคุณภาพ ของการให้บริการ หรือไม่สามารถรับมือกับกับแนวโน้มการใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ดังนั้น ภาคธุรกิจที่กําลังสนใจดําเนินกลยุทธ์แบบ Subscription-based จึงจําเป็นต้องมีการวิเคราะห์และกําหนดกลยุทธ์อย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจ

 

IoTs กับธุรกิจธนาคารยุค 4.0

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา Digital Banking 2018 ที่ประเทศอังกฤษ และงาน IoTs Expo Europe 2018 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับฟังและเห็นถึงเทคโนโลยี่ด้านต่างๆ ที่ธนาคารและสถาบันการเงิน ได้ประยุกต์ใช้ในปัจจุบันและบางส่วนอยู่ระหว่างทดลองใช้ก่อนที่จะนำไปใช้จริงเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้บริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ในบทความนี้ ทางผู้เขียนขอผสมผสานข้อมูลที่ได้จากทั้งสองงานที่ได้เข้าชม โดยขอ นำเสนอ การประยุกต์ใช้ IoTs กับธุรกิจธนาคารว่ามีในรูปแบบใดและตัวลูกค้าผู้ใช้บริการได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง

ขอเริ่มต้นที่ความหมายของ IoTs หรือ Internet of Things คือเครือข่ายของ วัตถุหรืออุปกรณ์ ที่มีวงจรอิเลคทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์ Sensor ฝังตัวอยู่ทำให้วัตถุเหล่านั้น ซึ่งทำให้สามารถบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ และข้อมูลดังกล่าวเราสามารถ มาทำการสรุปและแปลผลเพื่อออกมาเป็นคำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน รวมถึงข้อแนะนำในการปฏิบัติงานสำหรับภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่าง IoTs ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ ท่านลองนึกถึงตู้เย็นที่บ้าน ที่อาจมีของที่แช่ไว้นานไม่ได้ใช้อยู่จำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็จะมีของบางอย่างที่เราใช้ประจำแต่หมด ตรงนี้เองที่ IoTs สามารถเข้ามาตอบโจทย์ในรูปของ Smart Refrigerator หรือตู้เย็นอัจฉริยะ โดยภายในตู้เย็นจะมีอุปกรณ์ที่เป็น Sensor ติดอยู่ภายในเพื่อบันทึกของที่เราเอาเข้าไปใส่ในตู้เย็นและเอาออกมาใช้ ภายนอกตู้เย็นอัจฉริยะจะมีจอแสดงผลที่ประมวลผลจาก Sensor และสรุปให้เราทราบได้ว่าต้องเอาอะไรออกจากตู้และควรเติมของอะไร แต่ยังไม่จบแค่นี้ เรายังสามารถสั่งของ online ผ่านหน้าจอแสดงผลของตู้เย็นได้เลย ท าให้ชีวิตมีความสะดวกสบายและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น

หลังจากที่ทราบความหมายและตัวอย่างการใช้ IoTs ในชีวิตประจำวันแล้ว ผู้เขียนขอนำท่านสู่การประยุกต์ใช้ IoTs ในธุรกิจธนาคารบ้าง ซึ่งทางผู้เขียนขอแบ่งลักษณะการประยุกต์ใช้ออกเป็น 3 รูปแบบ 1) อุปกรณ์สวมติดตัว (Wearable) 2) สาขา อัจฉริยะ (Smart Branch) 3) ธนาคารที่บ้าน (Banking at home)

1) รูปแบบแรกคือการใช้อุปกรณ์ Wearable คืออุปกรณ์ที่ติดตัวลูกค้าซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบนาฬิกาสายรัดข้อมือ อุปกรณ์ติดบนนาฬิกา พวงกุญแจ จี้ห้อยคอ ที่ลูกค้าสามารถใช้ในการจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการเพียงแค่แตะอุปกรณ์กับเครื่องอ่านที่ร้านค้า ในปัจจุบันอุปกรณ์ Wearable มีทั้งที่ธนาคารที่ทำอุปกรณ์ออกมาเอง เช่น ธนาคาร Barclays ที่มีอุปกรณ์ bPay และ แบบที่ธนาคารไปร่วมกับผลิตภัณฑ์ Wearable ยอดนิยม เช่น Apple watch หรือ Garmin watch ฟังมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจมีคำถามเรื่องความปลอดภัย การจ่ายผ่าน Wearable มักจะใช้กับร้านค้าที่มีสินค้าหรือบริการที่มีราคาไม่สูงและการใช้งานเป็นแบบ Prepaid คือโอนเงินเข้าอุปกรณ์ ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อที่บันทึกได้ทางธนาคารสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการนำเสนอ โปรโมชั่นกับร้านค้าแบบ personalize กับลูกค้า เช่นกลุ่มลูกค้าที่ชอบซื้อสินค้าแนวออกกำลังกายก็จะได้รับแจ้ง Promotion กับร้านเครื่องกีฬาที่ทางธนาคารจับมือเป็นพันธมิตรผ่านทางอุปกรณ์ Wearable

2) รูปแบบถัดมาคือสาขาอัจฉริยะ (Smart Branch) ธนาคาร Clydesdale and Yorkshire Banking Groups (CYBG) ซึ่งเป็นธนาคารขนาดกลางในประเทศอังกฤษ ได้มีการทดลองใช้อุปกรณ์ที่จับความรู้สึกบนใบหน้าของลูกค้า (Facial detection) โดยสามารถบอกได้ว่าลูกค้ามีความสุข โกรธ เฉยๆ หรือกังวล และบันทึกข้อมูลไว้เพื่อการวิเคราะห์และปรับปรุงประสบการณ์ที่สาขา นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งทั้งในอังกฤษและสหรัฐ เช่น ธนาคาร Barclay, Chase, Citi มีการใช้ Proximity-Based Marketing โดยการนำ Beacons มาใช้เพื่อให้ข้อมูลและโปรโมชั่นลูกค้า หากมีการเดินผ่านสาขาหรือเข้ามาใช้บริการผ่านทาง โทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การสื่อสารการตลาดแบบดั้งเดิม เช่น ผ่านโทรทัศน์หรือวิทยุ อาจมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงความ ต้องการลูกค้าแต่ปัญหาคือลูกค้ายังไม่อยู่ใกล้จุดบริการทำให้ไม่เกิดการซื้อเกิดขึ้น จุดนี้เอง Beacon จะเข้ามาเติมเต็มการทำการตลาดเพื่อให้เกิดการกระตุ้นลูกค้า ณ จุดให้บริการทำให้เกิดการซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

3) รูปแบบสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ ธนาคารที่บ้าน (Banking at Home) ธนาคาร Starling ประเทศอังกฤษอยู่ระหว่างการทดลองการให้บริการของธนาคารในด้านการถามยอดบัญชีและการจ่ายโอนเงิน ผ่าน Google Home ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เหมือนเลขา โดยเจ้าของบ้านพูดสั่งการเช่น “ยอดเงินคงเหลือในบัญชี” อุปกรณ์ดังกล่าวก็จะทำการดึงข้อมูลและรายงาน ยอดดังกล่าวกับเจ้าของบ้าน นอกจากอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมข้างต้น ผู้เขียนยังได้รับฟังเกี่ยวกับ แนวคิดการใช้อุปกรณ์ Smart home ของบริษัท Wattio ที่ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในสเปนเพื่อนำร่องการติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home ในบ้านของลูกค้าโดยเป็น Sensor ที่สามารถรู้ข้อมูลต่างๆในบ้าน เช่น การเวลาการเข้าออกบ้าน การใช้เครื่อง ไฟฟ้า และอื่นๆ โดยทาง Wattio จะรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์หาแนวทางในการตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า เช่นสถาบัน การเงินอาจใช้ข้อมูลการเข้าออกบ้านและการเปิดปิดไฟ เพื่อสะท้อนช่วงเวลาที่บ้านมีคนอยู่ในการคำนวนเบี้ยประกันที่ เหมาะสมสำหรับความคุ้มครองการโจรกรรมภายในบ้าน เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยผู้เขียนคาดการณ์ว่าพัฒนาการจะเริ่มจาก การใช้อุปกรณ์ Wearable ก่อนจากนั้นจะก้าวไปสู่สาขาอัจฉริยะ และในระยะยาวจึงจะได้เห็น Banking และ Financial service at home ทั้งนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าในการทำให้เกิด mass adoption มี 3 ประเด็นหลักด้วยกันคือ 1) ด้าน Privacy ของข้อมูลพฤติกรรมที่ลูกค้าบางส่วนอาจไม่สบายใจที่ข้อมูลของ ตัวเองถูกบันทึกจาก Sensor และอาจถูกส่งต่อเพื่อใช้ประโยชน์ทางการตลาดอื่นๆที่ตนเองไม่ต้องการ 2) ด้าน Security จากการถูก Hack ข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องที่ทางธนาคารและตัวอุปกรณ์ IoTs ต้องมีระบบ Security เพื่อให้ความมั่นใจกับลูกค้า 3) ด้าน ราคาของอุปกรณ์ IoTs ปัจจุบันยังมีราคาสูงสำหรับคนทั่วไป ในอนาคตหากอุปกรณ์มีราคาถูกลงก็จะช่วยเพิ่ม adoption rate ได้

Unveiling digital transformation in Thailand

The impact to modern customers

In this digital era, when everything you needed is delivered within a few clicks or one phone call away, it is unarguable to admit that apart from technological change, we, as a consumer, also change.

Examples stood clear for the digital-age customers1 . Crave for a glass of bubble tea would be soothed with an on-demand motorcycle delivered to your door, instead of driving all the way to the self-serviced longer ques. Similarly, an overseas trip would have originated from lazy afternoon scroll on Instagram photos of those bucket-list influencers and travel bloggers. Something that is completely different from a meticulously previously organized travel agency’s service. Modern customers are used to digital and convenience.

And while it is probably the job of companies and business sectors to adapt to such demanding changes, the question lies to ‘how’ it actually changes.

We all know that customers are changing. But laying strategic direction for the company requires much more than a chasing game of following tech-savvy customers. Business leaders need to understand their customer behavior and select suitable tools – whether it’s product, service or operation – to answer their needs. One thing for sure is a simple plug-and-play of new technology to digital era would not work for all. Because, after all, it’s already a modern day of digital transformation.

Online or offline? Nah, it’s both!

In the past few years, we have seen many big numbers on Thai consumers going digitalized. For instance, Thailand is known to be ranked first for time spent online at 9 hours 38 minutes, above all other countries such as US, UK, China and Indonesia. Besides, Bangkok is ranked first for largest Facebook users in the world at 22 million2 , and more than 80% of Thai population is connected to the internet3 . Our growth rate during 2016-2017 for internet users was almost 30%, a figure that is far exceeding Asian region of 8% during similar time period.

Though everyone knows for sure that digital market would grow and that will have some economic impacts in the future. But what is its business implication on the demand side? Something solid that is more than just changing consumer behavior. Thai consumers are, somehow, not fully digitalized.

Looking deeper into e-commerce, it does change the way consumer shop and disrupt the brick-andmortar retailers. We see tons of social commerce sellers and Facebook ad pop-ups, but online purchasers on consumer products still account for small portion of the total population. At only 17% (11.7 million persons), according to Hootsuite, a figure that has already taken into accounts the high growth of 22 % year-on-year change.4 And when we compare online retail sales to the total retail industry, the figure was reported at only 1-3% according to Electronic Transaction Development Agency (ETDA) at around 0.8 trillion baht in 2017. The number shows a large difference to global average of 9% and to the more refined markets like the U.S. at 10%.

Thus, at this stage, it is still unfair to say that all business transactions need to go online. Thai consumers are not highly salient to e-commerce. Consumers still prefer omni-channels. A survey by SCB EIC has emphasized this argument with figures showing almost 70% of Thai still relying on physical stores as their main shopping channel. And half of the figure uses both online and offline channel. This does not limit only to searching online before purchase offline, sometimes it’s also vice versa. Purchasing decision is also highly influenced by online reviews.

Champaign. Pool villas. More Luxurious Lifestyles

Apart from online commerce consumers that has not yet fully converted, digital consumer spending, especially the younger high-income earner, has also shown an interesting pattern.

Perhaps it is the result from being too spoiled by on-demand services, every question could be answered in a second with Google. Thais, especially high income earners5 , are more demanding. And that’s why businesses such as LINE MAN food delivery has grown substantially to over 1 million users per month and almost 500% sales growth in just 2 years. The startup has fairly successful at capturing urban population who are highly connected to the internet.

In economics, we would call the consumer spending pattern as a shift towards discretionary goods and services, i.e. the less necessities spending. A Thai consumer as surveyed by SCB has shown that this is true. 80% of the survey respondents, particularly new generations and highincome earners spent more time outside home than in the past 5 years. These are usually on restaurants, shopping, domestic travels, theatres and concerts.

And in fact, if their income were to rise by 20%, over 70% of the survey respondents would spend on traveling6 . With this figure, it is rather self-explained of why Instagram and other social media channels had huge influences on the consumers’ travel plans. Forbes has also denoted that over one-third of those under 30s would prioritize ‘Instagrammability’ 7 of their bucket list for their next holiday destination.

In short, Thai consumers today are more willing to spend on outside activities and on-demand than in the past. They are willing to spend more on not just goods or services, but also experiences, i.e. travel and entertainment. With the expected steady rise in income, they now spend more and pay a premium for new experiences.

Business Implications

A clear shift towards digital with an ambiguous online consumer behavior could impose a challenge to the business, at least in the short to medium run. Should the company start an online presence that could cannibalize sales and require investment costs? How could their businesses standout from the dynamic crowd that is fast-paced and yet transparent as being successful in traditional channel could mean so little to the virtual world? And how could their businesses overcome this digital challenge?

Most companies that fail to understand the true consumer behavior and just follow the trends are trying hard to build their online presence. But one important strategy, besides understanding their market, is to use multi-channel to reach and listen to customers. Instead of have their online and offline channel cannibalize each other, omni-channel shopping experience, with shops, apps, social media and traditional ads could all be carefully synced to offer integrated customer experience and engagement. And this type of strategy has already implemented in many global players, such as Starbucks on how they integrate online reward system to your in-store purchase, or Apply and Oasis brands who use tablets as a cash register and up-to-date product information. If there’s something appears out-of-stock, the staff can just instantly place online order for you.

In the case of Thailand, we could see that department stores are competing hard to promote their ‘retailtainment’ concept, the convergence of shopping and entertainment. Central Group, a major retail player in Thailand is exactly embracing this omni-channel path. With plans to renovating Central World to be a major showcase of experiences and focusing on driving more sales through their JD.com partnership, as well as their collaboration with Kerry Express to deliver goods. This way, they do not only offer products to consumers, but also new experiences that can’t be offered online alone. Department stores are becoming more of a destination, where you can spend time catching up with friend, repositioned as a memorable tourist attraction, or even a weekend kid-friendly workshop for families

Besides omni-channel presence, business nowadays has to go beyond building brand loyalty. To stay in the game in the long term, they should focus on customer engagement. To capture the new market opportunity, companies should also further develop their products, services, as well as channels to meet more sophisticated consumer demands. Personalization will be one of the key strategies to capture the modern consumer, with an example on specialty store like Sephora that captures specific consumer segment with product selection catering to specific needs. Or perhaps it is the offering of customer new experience like Cereal Killer Café, a UK-based cereal-only specialty restaurant, which their commitment towards single theme could help their margin in charging the price as high as 13 times to normal cereal box. Besides physical personalization, in other industry like banking also found a white space in integrating big data collected from digitalization, and AI technology to offer customized financial planning to customers, for instance, robo-advisors. Business should look for how could they capitalize technology and digitalization to their products and services.

In the end, companies will have to truly understand their market landscape; who their customers are and how they are behaving, as well as knowing the stages of their competitors’ digital transformation. Because digital and technology should be perceived as a potential tool to better capture market opportunity and minimizing threat. A careful consideration of what are their competitive advantages are and how they could leverage such digitalization to their businesses will be a key to success. Ultimately, innovations are promising to definitely completely transform consumer behaviors from the past.

 

3 ปัจจัยหลักที่ทําให้พนักงานคิดลาออกจากองค์กร
ART OF STORYTELLING
Subscription Economy: End of ownership
IoTs กับธุรกิจธนาคารยุค 4.0
Unveiling digital transformation in Thailand
พลังงานทดแทน (Renewable Energy) กับบทบาทที่เปลี่ยนไปในอนาคต
Ideas: How to be better at creating, sharing, and receiving them
สถิติกับ Machine Learning ความเหมือนที่แตกต่าง
ทิศทางของธุรกิจธนาคารไทยกับค่าธรรมเนียมที่หายไป
การปรับตัวของ HR ในสาหรรม 4.0
Nudge Theory: แอบบังคับอยู่ลับหลัง
ความท้าทายอนาคตประเทศไทย ประชากรสูงวัยไม่เท่าทันเทคโนโลยี
การพัฒนาบุคลากรรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของ Covid-19
ปรับตัวให้ไวขึ้น ในโลก Disruption ด้วย Agility
กรณีศึกษาธุรกิจรถไฟฟ้าในประเทศไทย: อุปสรรคในอดีตและความท้าทายในอนาคต
อนาคตของธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม
Practical concept of leadership
ทิศทางอุตสาหกรรมประกันภัยภายใต้วิวัฒนาการเทคโนโลยีดิจิทัล
กรณีศึกษา บริการ e-government ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางของประเทศเกาหลีใต้
Four types of behavior and how to handle them
การปิดช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมและการศึกษาด้วยแนวคิด Education 4.0
สรุปสถานการณ์รถยนต์ ฟ้า (Electric Vehicles)ในปี 2020และภาพในอนาคต
Creative HRM: WFH forever?
ประยุกต์แนวดิต New Normal เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจากการบริหารงานรูปแบบ Shared Service
การนําแพลตฟอร์มมาใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจในปัจจุบัน
การมองหาโอกาสทางธุรกิจด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ Market Landscape
Work from Home และผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
การประเมินผลงานในช่วงการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home)
NPS 3.0 ความตั้งใจหรือจะสู้ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ทําอย่างไรเมื่อพนักงานทําให้องค์กรเสียชื่อเสียง
กลไกการจ่ายค่าตอบแทนในยุค 2020s : One-man Show หรือ Teamwork
How to survive and thrive in consulting (or any professional service firms) Part:1
We’re Back, Better Than Ever: A 21st Century approach to import Technology, Business, Knowhow and Talent to Thailand
ทำอย่างไรให้ไม่ขายดีแต่ขาดทุน?
โอกาสทางธรุกิจจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
รถบรรทุกไฟฟ้า ความท้าทายที่มาพร้อมกับโอกาส
Can the world and global economy today survive without fossil energy?
The Rise of Virtual Banking: ธนาคารพาณิชย์ ยุคใหม่ไร้สาขา
รถแท็กซี่ไฟฟ้า อนาคตของแท็กซี่ไทย
ทิศทางการขับเคลื่อน Soft power ด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย
Energy transition และ Net Zero 2050 | PART I
ปัญหาความเชื่อมันในตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทย
การสร้างวัฒนธรรมองคก์รที่มีประสิทธิภาพ: เปลี่ยนคำพูดสวยหรูให้เป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้
Energy transition และ Net Zero 2050 | PART II
Untapped Potential: Opportunities for Maximizing the Values of Thai Festivals
ปลดล็อกศักยภาพเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ผ่านโมเดล Manufacturing Service Provider
“The Value Stick กับเกมราคารถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย: ท าไมของแพงกว่ายังขายได้”
The Silent Quitters: พวกเขาไม่ได้ดราม่า ไม่บ่น แค่หายไปเฉย ๆ
Thailand at Stall Speed: A Middle-Income Reckoning
Branding – Establishment, Enhancement, Exaltation
5 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่าความยั่งยืนในองค์กรคุณกำลังล้มเหลว
organization-toolbox
Organization Toolbox
business-plan-cookbook
Business Plan Cookbook: A Recipe for a new business
demographic_disruption
Demographic Disruption : Get your company ready for the future
Organizational-Alchemy
Organizational Alchemy: Strategic Moves Towards Organizational Change Management
AW-COVER-SASIN-BOOK-scaled
Organization Alchemy: The Organizational Change Workbook
CustomerStrategy
Customer Strategy: Understand, Engage, Acquire, and Retain Customers in the Disruption Age
cover-1
Strategic Roadmap: Bridging Strategy And Actions
ss-news-1-big
Sasin Management Consulting Co-Creates TCEB’s Visionary Leaders’ Dialogue to Reimagine MICE as a Driver of Thailand’s Future Competitiveness
์News-Update-Thumbnail-5-2-1280x1000
SMC Hosts Good Corporate Governance Business Meeting with PTTOR and MEA
์News-Update-Thumbnail-5-2-1280x1000
SMC Hosts Sustainability Strategy & Communication Workshop for Mitsubishi Electric Thailand
20-1280x1000
Sasin Management Consulting Co-Creates TCEB’s Visionary Leaders’ Dialogue to Reimagine MICE as a Driver of Thailand’s Future Competitiveness
19-1280x1000
Sasin Management Consulting Joins Kasetsart University to Prepare Students for Internships
18-1-1280x1000
SMC Partners with SET to Accelerate Sustainable Business Growth through SET JUMP+
์News-Update-Thumbnail-4-1-1280x1000
SMC Participates in Thailand Research Expo 2025: Advancing Thailand’s Soft Power through Strategic Research
17-1-1280x1000
Sasin and SMC Co-host Strategic Initiatives Development Workshop for TCEB
์News-Update-Thumbnail-1-1280x1000 (1)
Empowering Thai SMEs: The 20th Bai Po Business Awards by Sasin and SCB Recognize Resilience, Customer-Centric Innovation, and Sustainable Growth
์News-Update-Thumbnail-8-1280x1000
The Change Code 2025: Unlocking Culture, Behavior & Rewards for the Future
์News-Update-Thumbnail-7-1280x1000
SMC Highlights Songkran’s Global Potential at “Songkran in Bloom”
7-1280x1000
Empowering Aichi-Based Businesses for Regional Growth
6-1280x1000
Solving Social Issues through Business: The 3rd Sasin-JETRO Seminar in Bangkok
์News-Update-Thumbnail-5-1-1280x1000
SMC and MEA Collaborate with EXAT for Governance Best Practices
4-4-1280x1000
SMC Takes Important Role in Driving Thailand’s MICE and Festival Industries Forward
3-1280x1000
SMC Participates in Thailand Soft Power Development Committee Conference to Elevate Thai Festivals on the Global Stage
์News-Update-Thumbnail-9-1024x768
Thailand E-Commerce 2024 Wrap-Up Showcases SMC’s Role in Measuring E-Commerce Value and Expert Perspectives on Market Growth and Innovation
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 11.31.42
Sasin Management Consulting (SMC) and Sasin Japan Center (SJC) sign MoU with Partners to Boost Startup Ecosystem
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 11.26.54
Management Workshop on Customer Channels Strategy, and Performance Management Dashboard for Provincial Electricity Authority (PEA)
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 11.16.27
Customer Strategy: Understand, Engage, Acquire, and Retain Customers in the Disruption Age
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 11.12.10
Organization Alchemy: The Organizational Change Workbook
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 11.04.30
Public Hearing for the New Performance Evaluation Framework of Public Organizations
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 10.56.42
Customer Experience Design and Change Management Workshop for Provincial Electricity Authority
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 10.55.03
Workshop Session at Metropolitan Waterworks Authority (MWA)
SMC_logo-e1582101978284
Thaibev Change Management Workshop
SMC_logo-e1582101978284
Winner of H.M. The King of Thailand Royal Award”
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 10.35.53
Halal Tourism Workshops
ภาพถ่ายหน้าจอ 2569-06-18 เวลา 10.39.31
Halal Tourism Focus Groups and Workshops