ทำอย่างไรให้ไม่ขายดีแต่ขาดทุน?

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ให้กับธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมมาอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้เขียนพบว่า ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นร่วมกัน สําหรับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม คือ “การมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่กําไรกลับไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขาย” หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ “การมี ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กําไรกลับลดลง” หรือเลวร้ายที่สุดคือ “การมียอดขายที่ดีถล่มทลาย แต่กลับขาดทุนย่อยยับ จนต้องปิด กิจการ” โดยสถานการณ์อย่างหลังสุดมักจะเกิดขึ้นกับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในระยะเริ่มต้นธุรกิจที่ดําเนิน ธุรกิจโดยปราศจากการวางแผนธุรกิจและการวางแผนทางการเงินที่ดี ซึ่งผู้เขียนจะขอสรุปสาเหตุของปัญหาและแนวทางใน การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้

• ทําความเข้าใจเหตุผลที่อาจเป็นสาเหตุของอาการ “ยอดขายดีแต่ไม่มีกําไร”

เจ้าของกิจการและผู้บริหารควรพิจารณาและกําหนดปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการทํากําไรของธุรกิจ ซึ่งโดยทั่วไปอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

ค่าใช้จ่ายการดําเนินงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ยกตัวอย่างเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ํา ค่าไฟที่สูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ, ค่าเช่าพื้นที่สํานักงานที่สูงขึ้น, ค่าใช้จ่ายเงินเดือน พนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับฐานเงินเดือนตามอายุงาน, ค่าใช้จ่ายแฝงในการดําเนินงานที่เพิ่มขึ้น อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถที่ใช้ในการขนส่ง, ค่าอะไหล่ที่แพงขึ้น, ค่าใช้จ่ายการใช้อุปกรณ์สํานักงาน ที่สิ้นเปลืองมากยิ่งขึ้น, ค่าปรับ, ค่าใบสั่งที่โดนฉุกเฉิน และค่าใช้จ่ายในการเข้าพบลูกค้าที่สูงกว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งหากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายการดําเนินงานดังกล่าวเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตรา การเติบโตของยอดขาย และไม่สามารถปรับราคาสินค้าหรือบริการให้เพิ่มสูงขึ้นตามได้จากการขาด อํานาจในการต่อรองทางการตลาดกับผู้ซื้อ จะส่งผลให้อัตราผลกําไรของธุรกิจลดลงจนไม่คุ้มค่าในการ ดําเนินธุรกิจต่อไปในที่สุด

• การเปลี่ยนแปลงส่วนประสมของสินค้าและบริการ (Product & Service Mix) ธุรกิจส่วนใหญ่ มักมีการจําหน่ายสินค้าหรือให้บริการมากกว่าหนึ่งประเภท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อัตรากําไรจะแตกต่างกันไปในแต่ละสินค้าและบริการ หากยอดขายของกลุ่มสินค้าหรือกลุ่มบริการที่มีอัตรากําไรต่ํากว่าเพิ่มสูงขึ้น แต่ยอดขายของกลุ่มสินค้าหรือกลุ่มบริการที่มีอัตรากําไรสูงกว่าลดลง ก็จะส่งผลให้กําไรโดยรวม ของธุรกิจลดลง โดยไม่สอดคล้องกับยอดขายโดยรวมที่เติบโตขึ้น

• ต้นทุนการชําระหนี้ที่สูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ยกตัวอย่างเช่น การชําระหนี้ของธุรกิจที่ล่าช้าเพียง ครั้งเดียว ที่อาจส่งผลให้มีอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ธุรกิจต้องมียอดการชําระหนี้รายเดือน สูงขึ้น โดยเกิดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มเติมที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน

• ระยะเวลาการเก็บหนี้ลูกค้านานเกินไป หลายธุรกิจมีการให้ระยะเวลาเครดิตกับลูกค้าที่ซื้อสินค้า หรือมีการสั่งผลิตสินค้าตามคําสั่งของลูกค้าก่อน โดยธุรกิจจะได้รับเงินมัดจําส่วนหนึ่งหรืออาจไม่ได้รับ เงินมัดจําเลยแล้วแต่เงื่อนไขสัญญาที่ตกลงกันกับลูกค้า
ส่งผลให้ธุรกิจต้องมีค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปก่อน ในการผลิตสินค้าและจะได้รับรายได้ค่าสินค้าเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าหรือหลังจากเริ่มต้นใช้งาน ซึ่งอาจมี ระยะเวลามากกว่า 1-3 เดือน หากธุรกิจไม่กําหนดระยะเวลาในการเก็บหนี้ให้ดี และมีต้นทุนทาง การเงินในการประกอบกิจการที่สูง เช่น มีการกู้ธนาคารมาลงทุน จะทําให้ธุรกิจต้องจ่ายดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยได้รับรายได้จากลูกค้ามาอย่างล่าช้า ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลงทุนและ ทํากําไร รวมถึงอาจทําให้ธุรกิจไม่สามารถรักษาสภาพคล่องไว้ได้

• ไม่มีระบบป้องกันการทุจริต แม้ว่าธุรกิจจะมีการวางแผนธุรกิจและแผนทางการเงินที่ดีจนสามารถ สร้างผลกําไรจํานวนมาก แต่ธุรกิจก็อาจจะล้มละลายได้เช่นกันหากมีการทุจริตที่รุนแรงเกิดขึ้นจากการ ขาดระบบการตรวจสอบและธรรมมาภิบาลที่ดี ซึ่งกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับทั้งองค์กรขนาดใหญ่ เช่น Enron Corporation ที่ล้มละลายจากความล้มเหลวในการจัดการในเรื่องระบบธรรมาธิบาล หรือ กรณีที่เกิดขึ้นกับกิจการขนาดเล็ก ซึ่งอาจมีการทุจริตกันระหว่างหุ้นส่วน ส่งผลให้เกิดกรณีที่ยอดขายดีมากแต่เงินของกิจการกลับหายไปหมด

• กําหนดกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกําไรและรักษากําไร เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว เจ้าของกิจการและผู้บริหารสามารถกําหนดกลยุทธ์เพื่อเพิ่มกําไรและ รักษาไว้ซึ่งผลกําไรให้กับกิจการ โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังต่อไปนี้

  • สร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการ การเพิ่มผลกําไรของธุรกิจด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการตั้งราคาที่สูงขึ้นผ่านการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสําเร็จ ยกตัวอย่าง บริษัทที่ ผลิต จัดจําหน่ายสินค้า และให้บริการ เช่น Apple, Sony ร้านค้าปลีก เช่น Zara, Muji ร้านกาแฟ เช่น Starbucks หรือสินค้าแบรนด์เนม เช่น Hermes, Chanel, Dior, Cartier, Bvlgari ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ได้กําหนดอัตลักษณ์ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถตั้งราคาที่สูงกว่าคู่แข่งได้อย่างมาก ในขณะเดียวกันการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งยังส่งผลต่อความสามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและการรักษาสถานะตลาดระดับพรีเมี่ยมของธุรกิจไว้ได้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ําอีกด้วย
  • สร้างยอดขายจากฐานลูกค้าเก่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายทางการตลาด ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ มีต้นทุนที่สูงกว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้มาก โดยการพุ่งเป้าไปที่การหาลูกค้าใหม่เพียงอย่าง เดียวจะใช้ต้นทุนที่สูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ถึง 5 เท่า ธุรกิจจึงจําเป็นต้องเน้นบริหาร ความสัมพันธ์ของลูกค้า (CRM) เพื่อสร้างยอดขายจากลูกค้าเก่า รวมถึงการทํากลยุทธ์ Cross-selling คือ การนําเสนอสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการหลัก เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับสินค้าหรือบริการตัวอื่นๆ ได้มากขึ้น และการทํากลยุทธ์ Up-selling คือ การนําเสนอสินค้าหรือบริการที่มี ระดับมูลค่าสูงกว่าสินค้าหรือบริการหลักที่ลูกค้าต้องการซื้อ เพื่อสร้างผลกําไรเพิ่มเติมให้กับธุรกิจ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ธุรกิจสามารถพิจารณา การลดรายจ่ายที่ไม่จําเป็น เคลียร์สินค้าค้างสต็อก ลดรายจ่ายจุกจิกในสํานักงาน มองหา Supplier รายใหม่ให้เข้ามาเสนอราคาที่ดีที่สุด รวมถึงเลือกใช้เทคโนโลยีและ Software เข้ามาช่วยใน การบริหารงาน เพื่อลดความยุ่งยากและลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจ ซึ่งจะ ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานของพนักงานจากการช่วย ประหยัดเวลาในการทํางาน ยกตัวอย่างกรณีศึกษา เช่น บริษัท Intel ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตชิป Atom จาก 5.5 ดอลลาร์สหรัฐเหลือ 1.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการสร้างระบบการผลิตใหม่ ด้วยการวางแผนปฏิบัติการและการขายในระดับกลยุทธ์ คือการทํา Sales and Operations Planning (S&OP) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และมีการวางระบบการบริหารสินค้าคงคลังใหม่ ด้วยการสร้างระบบ Vendor Managed Inventory (VMI) ในการวางแผนและกําหนดจํานวนสินค้า คงคลัง เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถรักษาจํานวนสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับจํานวนความต้องการสั่งสินค้า ของผู้จัดจําหน่ายและลูกค้า ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาการเก็บสะสมของสต๊อกสินค้า ทั้งในส่วนของ Intel ที่เป็นผู้ผลิตและส่วนของศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นผู้จัดจําหน่าย เช่นเดียวกับอีกกรณีศึกษา ตัวอย่างคือ บริษัท Starbucks ที่สามารถลดต้นทุนในการดําเนินงานได้ถึง 500,000,000 ดอลลาร์ สหรัฐภายในหนึ่งปี จากการวางระบบตรวจสอบต้นทุนรายสัปดาห์ (Weekly scorecard system) และกําหนดมาตรฐานใหม่ในการดําเนินงาน (Service level agreement)
  • ประเมินผลการดําเนินธุรกิจแบบเรียลไทม์ (Realtime KPIs) ธุรกิจควรมีการกําหนดตัวชี้วัด ผลลัพธ์ในการดําเนินงาน ทั้งตัวชี้วัดในด้านการดําเนินงาน (Operational KPIs) อาทิ คะแนน ความพึงพอใจของลูกค้า อัตราส่วนลูกค้าเก่าที่ยังใช้บริการ ความรวดเร็วในการนําส่งสินค้าหรือบริการ และตัวชี้วัดในด้านการเงิน (Financial KPIs) อาทิ รายได้ กําไรขั้นต้น กําไรจากการดําเนินงาน กําไร สุทธิ เป็นต้น โดยการสร้างระบบการติดตามผลการดําเนินธุรกิจแบบเรียลไทม์ (Realtime KPIs) สามารถจัดทําได้ด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลสําหรับบันทึกข้อมูลผลการดําเนินธุรกิจ (KPIs Database) และหน้าจอแสดงผล (KPIs Dashboard) ผ่านตัวเลือกระบบการแสดงผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ โปรแกรม Power BI หรือ Tableau สําหรับการติดตามผลการดําเนินธุรกิจได้อย่างทันทีหรือติดตาม ผลการดําเนินธุรกิจตามรอบในการประเมิน เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน เป็นต้น เพื่อให้ธุรกิจยังคงรักษาระดับความสามารถในการทํากําไรและรักษาอัตราส่วนของกําไรเทียบกับยอดขายเอาไว้ได้ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดทํา KPI Dashboard มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเทียบกับความคุ้มค่าที่ได้รับ ซึ่งค่าใช้จ่าย ในการสมัครบัญชีธุรกิจเพื่อใช้โปรแกรม Power BI จะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาทต่อปีต่อบัญชี และ สําหรับค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม KPI Dashboard จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ถึง 500,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของฐานข้อมูลที่แปรผันตามขนาดของบริษัท โดยสำหรับค่าใช้จ่ายใน การพัฒนาโปรแกรม KPI Dashboard ที่สูงระดับ 500,000 บาทจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับองค์กรที่มี ขนาดพนักงาน 30,000 คนขึ้นไป
  • สร้างระบบตรวจสอบภายในและระบบการกำกับดูแลกิจกิจการที่ดี ธุรกิจควรมีการกำหนดบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายใน องค์กรและภายนอกองค์กรให้ชัดเจน มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในที่เป็นคณะกรรมการ อิสระ มีการจัดทำรายงานทางการเงินที่น่าเชื่อถือและการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เพียงพอ รวมถึงมีการตรวจสอบรายงานทางการเงินโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อให้องค์กรมีระบบการตรวจสอบภายในและระบบการกำกับกิจการที่ดีในการป้องกันองค์กรจากความเสียหายในเรื่องการทุจริตและการทำผิดธรรมาภิบาลองค์กร

หากองค์กรขนาดใหญ่ หรือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้มีการหมั่นเฝ้าระวังถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อ ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ และมีการดำเนินกลยุทธ์และแนวทางในการเพิ่มผลกำไรและรักษากำไรของธุรกิจไว้ อย่างสม่ำเสมอแล้วนั้น ไม่ว่าธุรกิจจะอยู่ที่ระดับใด ก็จะไม่เกิดภาวะขายดีแต่ขาดทุนอีกต่อไป

เกี่ยวกับผู้เขียน

วราภรณ์ วิริยะอุตสาหกุล ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา (Consultant) ของศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิต บริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์กรและ บริหารกลยุทธ์องค์กรมากว่า 10 ปีโดยการทำวิจัยในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม การสำรวจความพึงพอใจ การออกแบบ Business Model การออกแบบ Financial Model การดำเนินงานทางด้าน Performance Management การดำเนินงาน ทางด้าน Change Management การบริหารความเสี่ยงองค์กร รวมถึงการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ทางด้านการตลาด ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรขนาดกลาง และองค์กรก่อตั้งใหม่ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย กลยุทธ์องค์กรของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และดำรงตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านกลยุทธ์องค์กรของ บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)