นับตั้งแต่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) จํานวน 17 เป้าหมาย เมื่อปี ค.ศ. 2015 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคมร่วมกันจัดการและแก้ไขปัญหาความท้าทายของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ความยากจน ความเลื่อมล้ําทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ภายในปี ค.ศ. 2030 ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยได้ดําเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวอย่าง ต่อเนื่อง สําหรับภาคธุรกิจในประเทศไทย บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขนาดใหญ่มีบทบาท สําคัญในการสนับสนุนเป้าหมายนี้ ในขณะที่บริษัทบางส่วนยังคงมองว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่เกี่ยวข้องกับการ ดําเนินงานของธุรกิจ และไม่ได้ให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากนัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืนมีความสอดคล้องกับปัจจัยความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทุกบริษัทต้องพบเจอ ซึ่งหากบริษัทขาด มาตรการป้องกันหรือวิธีลดความเสี่ยงที่ดีพออาจก่อให้ผลเสียต่อธุรกิจได้ อย่างไรก็ตาม กลับมีบริษัทอีกส่วนที่ไม่ได้มองว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นเรื่องของต้นทุนและความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้น แต่กลับสร้างโอกาสทางธุรกิจที่สําคัญอีกด้วย ดังนั้น บทความนี้จะนําเสนอกรณีศึกษาของบริษัททั่วโลกที่ได้พลิก ประเด็นความเสี่ยงไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับบริษัท แต่ยังตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย
โอกาสทางธุรกิจจากความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ
ในสภาวะปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาภัยแล้ง หรือมีน้ําใช้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคและ อุปโภค ดังนั้น โอกาสของธุรกิจ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถใช้ได้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ําหรือช่วยลด การใช้น้ําลงได้ ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายที่ 6 Clean Water and Sanitation หรือการมีน้ําใช้ การจัดการน้ําและ สุขาภิบาลที่ยั่งยืน
สำหรับตัวอย่างบริษัทที่ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำ เช่น บริษัท Xeros Technology Group บริษัทนวัตกรรมด้านน้ำจากสหราชอาณาจักรได้พัฒนา XOrb ผลิตภัณฑ์ไมโครบีดส์
พอลิเมอร์ที่ช่วยประหยัดน้ําในการซักผ้า โดยเพียงแค่ใส่ XOrb ในเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมที่ใช้ถังซักแบบพิเศษที่ ออกแบบโดย Xeros Technology Group ภายใต้แบรนด์ Hydrofinity เมื่อเริ่มกระบวนการซัก ไมโครบีดส์จะถูกปล่อย ออกมา และผสมกับน้ําในถังซักผ้า ซึ่ง XOrb มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถจับตัวกับสิ่งสกปรกและคราบปนเปื้อนบน เสื้อผ้าได้ดี ส่งผลให้สลายคราบดังกล่าวบนเสื้อผ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการซัก XOrb จะกลับ เข้าสู่ตัวถังซัก ซึ่งสามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้ในครั้งถัดไป โดย XOrb สามารถใช้ซักผ้าได้มากถึง 1,000 ครั้ง และเมื่อ ครบกําหนดอายุการใช้งานจะมีพนักงานของทางบริษัทมาจัดเก็บไมโครบีดส์ เพื่อนําไปรีไซเคิล ป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยจากการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ XOrb ช่วยประหยัดการใช้น้ําได้ถึงร้อยละ 80 เนื่องจาก XOrb จะทําหน้า แทนน้ํา ส่งผลให้ใช้ปริมาณน้ําน้อยลง นอกจากนี้ ในกระบวนการซักผ้าทั่วไปจําเป็นต้องใช้ผงซักฟอกจํานวนมาก และ ต้องใช้น้ําอุ่นในการซักผ้า เพื่อขจัดคราบบนเสื้อผ้า แต่ด้วยนวัตกรรมของ XOrb ส่งผลให้การใช้ผงซักฟอกและการใช้ พลังงานลดลงร้อยละ 50 เนื่องจาก XOrb ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขจัดคราบสกปรก และลดการใช้พลังงานเพื่อ เปลี่ยนจากน้ําเย็นไปน้ําอุ่นได้ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี XOrb ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและบริษัทวางแผนที่จะ Scale Up เทคโนโลยีนี้ โดยปัจจุบันบริษัทได้มีการขายสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีนี้ให้กับบริษัท IFB Home Appliances ผู้ผลิตเครื่อง ซักผ้าใช้ในบ้านในประเทศอินเดีย และบริษัท Jiangsu Sea-Lion Machinery Company ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม ในประเทศจีน ซึ่งบริษัท Xeros Technology Group ประมาณการว่านําเทคโนโลยีนี้มาใช้จะส่งผลให้ราคาเครื่องซักผ้า เพิ่มขึ้นเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต
โอกาสทางธุรกิจจากความเสี่ยงด้านมลพิษ
การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศทั่วทุกมุมโลก โดยหลายเมืองใหญ่ในภูมิภาค เช่น เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ต่างมีระดับมลพิษทางอากาศเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การ อนามัยโลก (World Health Organization) กําหนดส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้น ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยน ปัจจัยเสี่ยงนี้เป็นโอกาสได้โดยการนําเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องจากมลพิษทางอากาศ เช่น อุตสาหกรรมความงามที่ นําเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่อต้านมลภาวะ หรืออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่นําเสนอเครื่องฟอกอากาศ เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถนําเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้มลพิษเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหรือบริการได้อีกด้วย ซึ่งโอกาสเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายที่ 11 Sustainable Cities and Communities การทําให้เมืองและการตั้งถิ่น ฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน
สําหรับตัวอย่างบริษัทที่ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านมลพิษ เช่น บริษัท Unilever ในประเทศจีนได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดแคปซูลภายใต้ยี่ห้อโอโม่ (OMO) ที่ใช้สารลดแรงตึงผิวที่ผลิตขึ้น จากคาร์บอนรีไซเคิล (Recycled Carbon Emissions) ทดแทนการใช้สารลดแรงตึงผิวจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ผลิตภัณฑ์ ซักผ้าโอโม่รูปแบบใหม่นี้เกิดความความร่วมมือ 3 องค์กร ได้แก่ บริษัท Unilever บริษัท LanzaTech ผู้เชี่ยวชาญ ด้านไบโอเทค และบริษัท India Glycols บริษัทเคมีที่ให้ความสําคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัท LanzaTech มีหน้าที่ใน การดักจับคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงถลุงเหล็กและแปรรูปเป็นเอทานอล (Ethanol) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลัก สําหรับการผลิตสารลดแรงตึงผิวผ่านเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพหรือถังหมัก ในขั้นตอนถัดไปบริษัท India Glycols จะนํา เอทานอลที่ได้ไปทําปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็นเอทิลีน ออกไซด์ (Ethylene Oxide) และนํามาผลิตเป็นสารลดแรงตึงผิวสําหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ซักผ้าต่อไป
การผลิตสารลดแรงตึงผิวจากคาร์บอนนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ แล้วในกระบวนการผลิตเอทานอลจากคาร์บอนยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงถึงร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตในรูปแบบเดิม สําหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดแคปซูลภายใต้ยี่ห้อโอโม่ที่ผลิตจากคาร์บอนรีไซเคิลนี้บริษัท Unilever มีการจําหน่ายในราคาเท่ากับแคปซูลซักผ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้สินค้านี้ โดยแคปซูล ซักผ้าจากคาร์บอนรีไซเคิลนี้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี และได้รับการจัดอันดับเป็นสินค้าขายดีใน แพลตฟอร์ม E-commerce ของจีนอย่าง JD and Tmall รวมถึงยังได้รับการพูดถึงในสื่อต่างๆ กว่า 300 ล้านครั้ง ส่งผล ให้ยอดขายรวมของแบรนด์โอโม่เติบโตขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนที่จะต่อยอดการใช้สารลดแรงตึงผิวจาก คาร์บอนในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัทในอนาคต เช่น สบู่และน้ํายาล้างจาน เป็นต้น โอกาสทางธุรกิจจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดภัยธรรมชาติและภัยพิบัติทั้งภัยแล้ง น้ําท่วม และคลื่นความร้อน สําหรับบริษัทที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติหรือใช้วัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการ หยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้นบริษัทอาจลดความเสี่ยงได้โดยการหาวัตถุดิบอื่นมา ทดแทน นอกจากนี้ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (Eco-anxiety) ส่งผลให้ความต้องการ สินค้าและบริการที่ยั่งยืนมากขึ้น จากผลการสํารวจของ Euromonitor International บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกพบว่า ผู้บริโภคร้อยละ 51 รู้สึกยินดีที่จะใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และระบุว่าการใช้ ผลิตภัณฑ์หรือบริการนี้จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลก นอกจากนี้ จากการผลการสํารวจของ YouGov บริษัทวิจัยตลาดสัญชาติอังกฤษที่ได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกพบว่าผู้บริโภคร้อยละ 60 ยินดีที่จะจ่ายเงิน เพิ่มขึ้นสําหรับสินค้าหรือบริการที่ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ภาคธุรกิจสามารถพลิกปัจจัยเสี่ยงนี้เป็น โอกาสได้โดยพัฒนาสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ต่ําโดยอาศัยนวัตกรรม ซึ่ง จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และลดความเสี่ยงในการหยุดชะงักงันของการดําเนินงานได้ สําหรับโอกาส เหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายที่ 13 Climate Action การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับตัวอย่างบริษัทที่ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ เช่น บริษัท Perfect Day บริษัท Startup ที่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley ได้มองเห็นปัญหาของไอศกรีมที่ทำจาก ผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่นๆ เช่น นมอัลมอนด์หรือนมข้าวโอ๊ต ให้รสสัมผัสที่ไม่เหมือนกับไอศกรีมที่ท าจากนมวัว โดยเฉพาะความครีมมี่ ทำให้เกิดเป็นไอเดียในการพัฒนาไอศกรีมที่ผลิตจากโปรตีนนม ที่ไม่ต้องใช้นมวัวในการผลิต ซึ่งกระบวนการผลิตโปรตีนจากนมเริ่มจากการนำจุลินทรีย์ (Microflora) มาปรับปรุงให้มีรหัสพันธุกรรมและโครงสร้าง เหมือนนมวัว เพื่อสร้างเป็นโปรตีน 2 กลุ่มหลัก คือ เคซีน (Casein) และเวย์ (Whey) จากนำโปรตีนที่ได้ผสมด้วยไขมัน จากพืช วิตามิน แร่ธาตุ และนำไปผ่านกระบวนการหมักจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนนมที่ปราศจากน้ำตาลแลคโตส ซึ่งสามารถนำไปผลิตไอศกรีมได้ โดยไอศกรีมที่ผลิตจากโปรตีนนมนี้จะมีรสชาติ ความหนืด และปริมาณสารอาหารที่ เหมือนกับนมวัว ทั้งที่ไม่ได้ใช้ส่วนผสมหรือองค์ประกอบใดจากวัวเลย โดยปัจจุบันบริษัท Perfect Day ได้มีการขาย โปรตีนนมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไอศกรีมให้กับหลายแบรนด์ เช่น ไอศกรีม Greater’s และเจลาโต้ Villa Dolce เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น นมบรรจุกล่อง ครีมชีส และเวย์โปรตีน เป็นต้น จากผลสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้บริษัท Perfect Day ได้รับเงินลงทุนจาก Venture Capital รวมกันตั้งแต่รอบ Series A ถึง Series D สูงถึง 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากรายงาน Climate Change and The Global Dairy Cattle Sector ซึ่งจัดทำโดยองค์การอาหารและ การเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization) ในปีค.ศ. 2019 พบว่าการผลิตสินค้าจากนมวัวมี การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่าปีละ 1,711.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Carbon Dioxide Equivalent) คิด เป็นร้อยละ 3.4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งมากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบิน (ร้อยละ 1.9) และอุตสาหกรรมชิปปิ้ง (ร้อยละ 1.7) ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของบริษัท Perfect Day ที่ระบุว่า กระบวนการผลิตโปรตีมนมของบริษัทสามารถลดการปล่อยเรือนกระจกลงไปได้ถึงร้อยละ 97 เมื่อเทียบกับการใช้ ผลิตภัณฑ์จากนมวัว นอกจากนี้ยังลดการใช้น้ำและพลังงานที่ไม่หมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 99 และ 60 ตามลำดับ ดังนั้นการใช้โปรตีนนมมาทดแทนผลิตภัณฑ์จากนมวัวสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้อย่างมีนัยสำคัญจากตัวอย่างธุรกิจที่นำเสนอข้างต้นจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทมีกลยุทธ์การพลิกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้เป็นโอกาสโดยการออกผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากประเด็นปัญหาต่างๆ ของโลก และตอบโจทย์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างน่าสนใจ สำหรับภาคธุรกิจในประเทศไทยควรมีการนำประเด็นเป้าหมายการพัฒนา
ที่ยั่งยืนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความ แตกต่างในสายตาของลูกค้า นอกจากนี้ จากรายงาน UN Sustainable Development Goals ในปีค.ศ. 2019 ได้ คาดการณ์มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐในปีค.ศ. 2030 ดังนั้น หากภาคธุรกิจในประเทศไทยละเลยหรือไม่ให้ความสนใจกับประเด็นเป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืนอาจจะพลาดโอกาสที่สำคัญนี้
ที่มา
https://www.xerostech.com/
https://www.agemon.cz/en/hydrofinity-commercial-laundry-machine/
https://www.unilever-ewa.com/news/2021/the-worlds-first-laundry-capsule-made-using-recycled-carbonemissions/
https://perfectday.com/
https://thespoon.tech/perfect-day-launches-ice-cream-made-from-cow-free-milk-and-we-tried-it/