ทิศทางอุตสาหกรรมประกันภัยภายใต้วิวัฒนาการเทคโนโลยีดิจิทัล

แนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวกระโดด โดยความก้าวหน้าของการเก็บข้อมูลจํานวนมหาศาล (Big Data) ที่ผ่านเข้ามาในระบบดิจิทัล และถูกบันทึกไว้จะ เพิ่มปริมาณขึ้นในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี เป็น 175 เซตตะไบต์ ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2564 - 2568) ในขณะที่ต้นทุนของแหล่งเก็บข้อมูลจะลดลงในอัตราร้อยละ 33 ต่อปี เป็น 0.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 GB (1 กิกะไบต์) ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นการลดลงจาก 136.4 ดอลลาร์สหรัฐ ใน 5 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะถูกนํามาวิเคราะห์เพื่อสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจ ปัจจัยด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวนี้มีส่วนใน การกําหนดแนวโน้มของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมประกันภัย

บริษัทประกันภัยจะสามารถนําข้อมูลเบื้องลึกมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบริษัทจะมี
ความสามารถในการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่แม่นยํามากขึ้น จึงสามารถกําหนดค่าเบี้ยประกันได้ตรงตามต้นทุน ด้านความเสี่ยงในการเรียกร้องสินไหมทดแทนได้ตามพฤติกรรมของแต่ละบุคคล (Personalized Products) ได้ มากขึ้น และยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการประกันภัย ทําให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ง่าย ตลอดจนสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบใน การแข่งขันให้แก่บริษัทที่มีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูล

ตามที่ Gartner's Strategic Technologies Trend in 2020 ได้คาดการณ์แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีไว้ ในปี พ.ศ. 2563 ว่า Autonomous Things ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการวิเคราะห์ข้อมูลจํานวน มหาศาลที่มีความซับซ้อนสูง จะถูกนํามาใช้มากขึ้น ซึ่ง Autonomous Things จะนําระบบเทคโนโลยีมาทํางาน ในด้านต่างๆ แทนมนุษย์ เช่น การใช้หุ่นยนต์ อากาศยานไร้คนขับ (Drone) หรือรถยนต์ไร้คนขับ เพื่อลดอัตรา ความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ ลดต้นทุน หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการสํารวจภัย เช่น ในภาคการเกษตร หรือ ความเสียหายต่ออากาศยานขนาดใหญ่ และ AI ยังสามารถถูกนํามาประยุกต์ใช้ในการกําหนดกระบวนการทํา ประกันภัยตามห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) อีกด้วย Digital Twin จะเป็น การนําข้อมูลจากระบบ หรือข้อมูลวัตถุดิบในโลกจริงไปจําลองในโลกดิจิทัล โดยอุตสาหกรรมประกันภัยจะ สามารถนําไปใช้ในการคิดวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคต (Scenario Analysis) เพื่อสร้างสร้างผลิตภัณฑ์ หรือการบริการใหม่ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น การทํา Digital Twin โดยอาศัยอุปกรณ์ IOT ที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมด้าน สุขภาพของบุคคลอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้ AI มาวิเคราะห์ว่าด้วยพฤติกรรมด้านการรักษาสุขภาพของ ผู้เอาประกันแล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ที่อยู่อาศัย การหย่าร้าง หรืออื่นๆ จะทําให้อายุขัยเป็นอย่างไร เพื่อออกผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่มีเบี้ยประกันตรงตาม ลักษณะการดํารงชีวิตแบบใหม่ เป็นต้น และ Blockchain สามารถถูกนํามาใช้ในกระบวนการพิจารณาการรับ ประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และในกระบวนการตรวจสอบการฉ้อฉลด้านประกันภัยให้เป็นอัตโนมัติขึ้น เช่นสามารถติดตามความเสียหาย หรือการสูญหาย ของวัตถุ สิ่งของ เป็นต้น และอีกเทคโนโลยีที่ กําลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ คือ Internet of Things (IOT) ที่ได้ถูกนํามาใช้กับธุรกิจประกันภัย เพื่อสร้างรูปแบบ การประกันภัยให้มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น อันที่จริงแล้ว อุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนไปกับ IOT มากที่สุด 3 อุตสาหกรรม มีกลุ่มประกันภัย และ กลุ่มรักษาพยาบาล เป็น 2 ใน 3 อุตสาหกรรมนั้น ตัวอย่างเช่น ในการ ประกันสุขภาพ IOT สามารถติดตามพฤติกรรมการออกกําลังกายของลูกค้าผ่าน Smart Watch ซึ่งหากผู้เอา ประกันเก็บสะสมพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดี เช่น เก็บจํานวนครั้งที่ออกกําลังกาย การสะสมจํานวนก้าวเดิน ฯลฯ ก็จะสามารถนํามาลดค่าเบี้ยประกันได้อย่างมีนัยสําคัญ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายใน ต่างประเทศยังรวมถึง การประกันภัยรถยนต์ที่เปลี่ยนมือผู้ถือกรมธรรม์ได้ตามเวลาที่ครอบครองยานพาหนะ และบริษัท Startup ในประเทศอังกฤษสร้างระบบ AI ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง คํานวณค่าเบี้ยประกัน และจะแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อมีระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเบี้ยประกันของผู้เอาประกันได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีแนวโน้มผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตในรูปแบบที่ไม่เป็นแบบ ดั้งเดิม (Non-Traditional) ทําให้หน่วยงานกํากับดูแลต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบให้เอื้ออํานวย ต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างระบบนิเวศที่ทําให้นวัตกรรมด้านการประกันภัยเติบโตได้ ซึ่ง รวมถึงการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการกํากับดูแลภาคธุรกิจ (SupTech) และผลักดันการนําเทคโนโลยีมาช่วยในการยกระดับในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการกํากับดูแลภาคธุรกิจ (RegTech) เพื่อ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม พร้อมกับสนับสนุน Startup ในการสร้างนวัตกรรมด้าน ประกันภัย หรือ InsurTech โดยมีการกําหนดการทดสอบนวัตกรรมการประกันภัยในแต่ละห่วงโซ่มูลค่าภายใต้ ขอบเขตผลกระทบในวงที่จํากัด (Regulatory Sandbox) รวมทั้งมีการสนับสนุนงานวิจัย และสนับสนุนการ เข้าถึงเงินทุนของ Startup เหล่านี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างให้เกิดระบบนิเวศของ InsurTech นั้น อุตสาหกรรมยังต้องพัฒนาระบบ การเข้าถึงข้อมูลของผู้รับประกัน และผู้เอาประกัน ซึ่งอาจทําผ่านการสร้าง Platform กลางของอุตสาหกรรม ทั้งในด้านพฤติกรรมความเสี่ยง ประสบการณ์ความเสียหาย ประวัติการเอาประกัน และประวัติการฉ้อฉล ประกันภัย เช่น Insurance Bureau System ซึ่งในการนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน ระบบประกันภัย อาทิ ในการเชื่อมต่อ / แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือการแสดงตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้ จะกระทบผลิตภัณฑ์ของส่วนประกันชีวิต และวินาศภัยในลักษณะเดียวกัน ซึ่ง ควรจะมีการพิจารณาถึงการร่วมมือกับบริษัทเทคโนลยี หรือ Startup ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนใดของห่วงโซ่มูลค่า อาทิ การขาย ซึ่งอาจมีการอาศัยตัวแทน หรือ นายหน้าน้อยลง และทําให้ลดต้นทุน คอมมิชชั่นได้ ซึ่งจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดังที่กล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่เพียงใด หรือในระยะเวลาเท่าใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และรวมทั้งหน่วยงาน กํากับดูแลที่จะสนับสนุนระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนพลวัตดังกล่าว อาทิ การติดตาม ตรวจสอบ ผู้เล่น ในอุตสาหกรรมในการปฏิบัติตาม พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พรบ. การรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมทั้งเฝ้าระวังความเหลื่อมล้ําใน ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทประกันภัยระหว่างรายใหญ่ และรายย่อยที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการ เปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงของบริษัทได้ หน่วยงานกํากับดูแล จึงอาจที่จะต้องมีมาตรการที่ เอื้ออํานวยให้กับการควบรวมแบบสมัครใจ สําหรับอนาคต เป็นต้น