จากภาวะเศรษกิจซบเซาและการเดินทางที่ลดลงภายหลังโรคระบาด Covid-19 รวมถึงสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูง อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยเฉพาะราคา NGV และ LPG ที่เป็นต้นทุนหลักของการให้บริการรถแท็กซี่ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับราคาในปี 2564 (ราคา LPG จากประมาณ 11.5 บาท/ลิตร เป็น 15 บาท/ลิตร และราคา NGV จากประมาณ 13.6 บาท/กิโลกรัม เป็น 14.6 บาท/กิโลกรัม) จึงส่งผลกระทบต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของคนขับแท็กซี่ที่ส่วนมากมีรายได้แบบ รายวันที่ไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของเงินผ่อนค่างวด/ค่าเช่ารถ ค่ากินอยู่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายสําหรับดูแลตนเองและ ครอบครัว ทําให้สุดท้ายแล้วคนขับแท็กซี่ไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ไหว และเลือกที่จะสิ้นสุดอาชีพคนขับแท็กซี่ออกไปเป็น จํานวนมากกว่า 10,000 คน ซึ่งทําให้จํานวนรถแท็กซี่ในระบบลดลงกว่า 3,000 คัน จากประมาณ 85,000 คันในปี 2562 เหลือ ประมาณ 82,000 คันในปี 2565 โดยเฉพาะคนขับแท็กซี่ที่ยังมีภาระในการผ่อนค่างวดรถอยู่ ส่วนผู้ที่เหลืออยู่ในระบบก็ประสบ ปัญหารายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญเช่นกัน และไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะกลับไปสู่ภาวะปกติก่อนเกิด Covid-19 ในระยะเวลาอัน
สั้นนี
ที่ผ่านมาผู้เขียนจึงได้พยายามหาโอกาสในการพูดคุยกับผู้ขับรถแท็กซี่ในกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้ที่ขับรถเช่าของอู่/สหกรณ์ และผู้ ที่ขับรถแท็กซี่ส่วนบุคคลเพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางในการปรับตัวของกลุ่มคนขับแท็กซี่ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปได้ตามแง่มุม ดังต่อไปนี้
• ปัญหาในแง่ของผู้โดยสารและรายได้เฉลี่ยที่ลดลงกว่าวันละ 300-500 บาท ผู้ขับรถแท็กซี่หลายรายได้ปรับตัวมาใช้บริการ หาผู้โดยสารผ่าน Platform อย่าง Grab, Lineman, และ Bolt มากขึ้นเนื่องจากสามารถหาผู้โดยสารได้ง่ายและมีอัตรา ค่าบริการที่สูงกว่าการรับผู้โดยสารแบบปกติในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการขับลดลงจาก เฉลี่ยวันละ 14-16 ชั่วโมงต่อวันเหลือเพียง 10-12 ชั่วโมงต่อวัน
• ปัญหาในแง่ของสถานีบริการเติมเชื้อเพลิงที่หายาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิง NGV ที่ปัจจุบันจํานวนสถานีบริการเชื้อเพลิงได้ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจากผู้ให้บริการ NGV ไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนจากการแทรกแทรงราคาจากภาครัฐได้ ทําให้ผู้ขับรถแท็กซี่หลายรายเลือกที่จะเปลี่ยนรถจากเชื้อเพลิง NGV เป็น LPG ที่มีจํานวนสถานีบริการครอบคลุมมากกว่า
แทน
• ปัญหาในแง่ของต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 200-400 บาทต่อวัน โดยเฉพาะเชื้อเพลิง LPG ผู้ขับรถแท็กซี่ ส่วนใหญ่เลือกที่จะวิ่งรถเปล่าบนถนนเพื่อหาผู้โดยสารให้น้อยลง และใช้วิธีจอดรอผู้โดยสารตามแหล่งต่างๆ เช่น โรงเรียน สถานที่ทํางาน หรือห้างสรรพสินค้ามากขึ้นเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
จากการพูดคุยดังกล่าว สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจคือมีผู้ขับรถแท็กซี่บางคนเลือกที่จะเปลี่ยนรถจากเชื้อเพลิง LPG/NGV เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากรถแท็กซี่ ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน (ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ไฟฟ้าจดทะเบียนไม่ถึง 0.5% ของจ านวนรถแท็กซี่ ทั้งหมด) และที่ผ่านมาผู้ขับรถแท็กซี่มักจะเป็นผู้ใช้รถกลุ่มหลังๆ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรถที่ให้บริการเพื่อรอพิสูจน์
ความเหมาะสมและความคงทนของรถที่จะนำมาให้บริการ ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ถือโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านรถแท็กซี่ไฟฟ้า ที่มีกับผู้ที่ใช้งานจริง เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติและข้อจำกัดของรถแท็กซี่ไฟฟ้าในท้องตลาดปัจจุบัน ว่ามีความเหมาะสมหรือมีสิ่งที่ ควรพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมในแง่มุมใดบ้าง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
ประโยชน์สำคัญที่ได้รับจากการใช้งานรถแท็กซี่ไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลา 1 ปี
• ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ลดลง” เฉลี่ยกว่า 500 บาท/วันสําหรับเชื้อเพลิง LPG และ 400 บาท/วัน สําหรับเชื้อเพลิง NGV ทํา ให้มีรายได้สุทธิเฉลี่ยสูงกว่าเดิมจาก 400 บาท/วันเป็น 800 บาท/วัน ซึ่งเป็นประโยชน์สําคัญที่สุดที่ได้รับจากการเปลี่ยน มาใช้รถแท็กซี่ไฟฟ้า
• จํานวนครั้งและค่าใช้จ่ายของการซ่อมบํารุงที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ จากเดิมที่ต้องมีการบํารุงรักษาปีละ 4-6 ครั้งเพื่อ เปลี่ยนถ่ายน้ํามันเครื่องและบํารุงรักษาอื่นๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมกันปีละประมาณ 10,000 บาท (ไม่รวมค่าเปลี่ยนยาง) ลดลงเหลือเพียงปีละไม่เกิน 1,000 บาท เนื่องจากรถแท็กซี่ไฟฟ้าไม่มีน้ํามันเครื่อง หัวเทียน รวมถึงไส้กรองอากาศและไส้ กรองน้ํามันเครื่องที่ต้องเปลี่ยน
• Performance และสุนทรียภาพในการขับขี่ของรถแท็กซี่ไฟฟ้าที่เหนือกว่ารถแท็กซี่สันดาป โดยเฉพาะในเรื่องอัตราเร่ง ความนุ่มนวล เสียงรบกวน ตลอดจนมลภาวะต่างๆ ที่ไม่เล็ดลอดเข้ามาในตัวรถ
• อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถแท็กซี่ไฟฟ้าในกรณีที่จอดรถ/รถหยุดนิ่งโดยไม่ดับเครื่องยนต์ซึ่งต่ำกว่ารถแท็กซี่ สันดาปอย่างมีนัยสําคัญ ทําให้ผู้ขับรถแท็กซี่ไฟฟ้าสามารถประหยัดเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่มีการจราจรติดขัด หรือช่วงที่มี การจอดรถเพื่อพักผ่อนได้