อนาคตของธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม

การขายสินค้าตามร้านขายสินค้าทั่วไปที่เรียกกันว่าร้านโชห่วย หรือการขายผ่านช่องทางที่เรียกกันว่า เป็นค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) เป็นช่องทางการขายสินค้าหลักที่ผ่านมาในประเทศไทย ซึ่งสัดส่วนการขายในช่องทางนี้ในปี ค.ศ. 2019 นั้นสูงถึงร้อยละ 50 แต่สัดส่วนการขายทางช่องทางนี้กลับมีแนวโน้มลดน้อยลงเรื่อยๆ จากจํานวนร้านปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 370,000 ร้านค้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมการเข้าซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) มากขึ้น เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาเก็ต การรุกตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมบริษัท เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจการต่อรองกับ Supplier ต่างๆ ทําให้ผู้เล่นรายใหญ่นั้นสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับร้านโชห่วย แถมยังมีมีความหลากหลายและสะดวกสบายกว่า

สิ่งสําคัญที่จะทําให้ร้านโชห่วยนั้นสามารถกลับมาสู้กับตลาดไฮเปอร์มาเก็ตได้นั้น ตามที่ได้มีการเก็บข้อมูล Survey ของบริษัท ชั้นนําของประเทศ แบ่งออกมาได้เป็น 3 เรื่องด้วยกันคือ 1. เรื่องการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) 2. เรื่อง การจัดร้านและความสะอาดของร้าน (Layout และ Cleanliness) 3. เรื่องการจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับลูกค้า (CategoryManagement)

1. เริ่มต้นด้วยการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) : ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสําหรับการทํากําไรของร้านโชห่วยคือ ไม่สามารถจัดการสินค้าคงคลังได้ดีพอ เริ่มต้นจากเรื่องต้นทุนและราคาขายสินค้า เนื่องจากร้านโชห่วยมีการขายสินค้าหลาก รายการ หลายๆ ร้านค้า เจ้าของร้านหรือพนักงานขายใช้วิธีจดจําราคาสินค้า ทําให้ไม่สามารถจําราคาต้นทุนของสินค้าบาง ชนิดได้ เวลาขายสินค้าบางชนิดให้กับลูกค้าจึงไม่ได้มีการคํานวณที่ถูกต้องว่าจะต้องขายในราคาเท่าใด หลายครั้งการขาย
สินค้าจึงได้กําไรน้อยกว่าที่ควรหรือขาดทุน และอาจไม่ได้มีการแปะป้ายราคาหรือมีระบบมาช่วยเช็คราคาสินค้าจึงทําให้ขายสินค้าในราคาที่ผิดได้

ในเรื่องการควบคุมจํานวนสินค้าในร้านก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก การที่ไม่มีระบบมาจัดการเรื่องจํานวนสินค้าในร้าน ทําให้ เจ้าของร้านอาจจะไม่ทราบได้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี และสินค้าไหนที่ขายหมดไปแล้ว ทําให้ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่า ควรจะต้องมีการเก็บสต๊อกสินค้าไว้เท่าใด ให้พอเพียงต่อการขายก่อนที่จะไปซื้อสินค้าในรอบถัดไป ทางร้านเองไม่สามารถ ตรวจสอบได้ด้วยว่าสินค้านั้นหมด เพราะถูกขายหรือสูญหายไป ถ้าลูกค้าผ่านมาหาสินค้า แล้วสินค้าหมดหรือหาไม่เจอใน หลายๆ ครั้ง อาจจะทําให้ลูกค้าเลือกที่จะเลิกซื้อสินค้าจากทางร้านได้ ทําให้เสียโอกาสในการขายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

2. ลําดับถัดมาคือการจัดร้านและความสะอาด (Layout และ Cleanliness) : การจัดร้านให้เป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ และ สะอาดสะอ้านถือเป็นปัจจัยสําคัญที่จะดึงดูดให้ลูกค้าที่ไม่คุ้นชินกับทางร้านนั้นได้เข้ามาชมหรือซื้อสินค้าจากทางร้าน การจัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่ใช้ประจําบ้าน อย่างน้ํายาซักผ้า น้ํายาปรับผ้านุ่ม หรือรวมไปจนถึงน้ํายาล้าง ขัด ถูพื้น จะทําให้ลูกค้าสามารถหาสินค้าเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเปิดช่องทางการขายสินค้าอื่นๆ ที่ลูกค้าไม่ได้จะซื้อในทีแรกด้วย สิ่งสําคัญนอกจากการจัดร้านให้เป็นหมวดหมู่แล้วคือการจัดเรียงสินค้า การหันหน้าสินค้าออก เพื่อให้เห็น ยี่ห้อ แบรนด์/โลโก้ ของสินค้าอย่างชัดเจน การตรวจสอบอายุสินค้า ให้จัดเรียงสินค้าที่ใกล้วันหมดอายุก่อนไว้หน้าสุด สินค้าที่ หมดอายุที่หลังไว้ด้านใน และการเติมเต็มสินค้าให้มีอย่างพอเพียงต่อการขายในทุกเวลา รวมถึงลดปัญหาเรื่องสินค้าหมดอายุ ก่อนที่จะขายได้เช่นกัน

3. เรื่องสุดท้ายที่เป็นปัญหาที่แก้ยากและลําบากที่สุดคือเรื่องการจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับลูกค้า (Category Management) ลําดับแรกคือต้องรู้ให้แน่ชัดว่า สินค้าในหมวดไหนเป็นสินค้าที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าในร้าน ลําดับที่สอง คือสินค้าที่อํานวยความสะดวกให้ลูกค้าไม่ต้องไปหาซื้อจากร้านคู่แข่ง โดยราคาก็ต้องใกล้เคียง ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง สินค้า กลุ่มนี้จะช่วยสร้างภาพลักโโษณ์ถึงความครบครัน มาที่ร้านค้าเดียวสามารถซื้อสินค้าได้ครบ

ถ้าร้านโชห่วยมีการปรับปรุงตาม 3 ข้อหลักๆนี้แล้ว จะส่งผลทําให้ร้านค้ามีความสามารถที่จะแข่งกับพวกร้าน Modern trade ได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าร้านโชห่วยนั้นมีความเป็นชุมชน และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า Modern trade โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ฝั่ง Modern trade นั้นยังไม่มีการกระจายสาขาไปมากพอ

บริษัทค้าปลีกชั้นนําในประเทศไทยเริ่มมองเห็นถึงปัญหาเหล่านี้และมีการเริ่มเข้าไปช่วยเหลือร้านโชห่วยในหัวข้อต่างๆ ตามที่ กล่าวมานั้น ยกตัวอย่างเช่น โครงการร้านติดดาวของบริษัท Unilever หรือบริษัทแม็คโคร ที่ออกศูนย์มิตรแท้โชห่วย มีเครื่องมือ และช่องทางให้คําปรึกษา อบรมความรู้ แนะนําการทําธุรกิจ แต่ยังมีอีกหลายร้านที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงการเหล่านี้ได้และ หากไม่เกิดการผลักดันจากภาครัฐ ภาพรวมของตลาดค้าปลีก อาจจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มุ่งเข้าสู้ตัวอย่างในต่างประเทศหลายๆ ประเทศเช่น ประเทศอังกฤษ ซึ่งช่องทางการขายผ่านโมเดิร์นเทรด เป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า

ผลเสียจากการปิดตัวลงของทางร้านโชวหน่วยนั้น จะทําให้มีปัญหาเรื่องการตกงานเจ้าของร้านต่างๆ และยังทําให้เงินไม่ สามารถหมุนเวียนในระบบได้อย่างดีพอ นอกจากนั้นแล้วบริษัทที่เป็น Supplier ขายสินค้าค้าปลีกอื่นๆ ยังจะต้องเจอแรง กดดันมากขึ้นจาก Modern trade ที่มีวอลุ่มการซื้อขายมากขึ้นเรื่อยๆ การที่รัฐเข้ามาช่วยเหลือในการให้ความรู้ ด้านเงินทุน เพื่อการปรับปรุงของร้านค้า และการช่วยพัฒนาระบบของร้านโชห่วยตามที่ได้พูดมาก่อนหน้านั้น จะสามารถช่วยให้ร้านโชห่วยแข่งขันได้กับ Modern Trade ได้