การปิดช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมและการศึกษาด้วยแนวคิด Education 4.0

เด็กที่เติบโตมาในยุคนี้อาจจะทํางานในอาชีพที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้วหากถามถึงการเป็นนักพัฒนา AI วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) นักดูแลระบบ Cyber Security หรือยูทูบเบอร์ คง มีคนจํานวนไม่มากที่รู้จักอาชีพเหล่านี้ และสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีแนวทางในการเตรียมความพร้อมให้เด็กที่สนใจในอาชีพเหล่านั้นเข้าสู่อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในต่างประเทศก็ยัง ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก อีกทั้ง สถานการณ์โควิด-19 ทําให้การเข้าถึงสถานศึกษาเป็นไปได้ยาก และช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะที่พร้อมที่จะทํางาน กับระบบการศึกษาปัจจุบันที่ เน้นพัฒนาคนตามกรอบทักษะแบบเดิมๆ จะมีความกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากการที่บริษัท เทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google และ Apple มีแนวโน้มที่จะจ้างคนที่มีประสบการณ์ตรงกับตําแหน่ง หรือมีทักษะที่เป็นที่ต้องการมากกว่าคนที่มีใบปริญญา” ดังนั้น จึงมีความจําเป็นที่ประเทศไทยและในหลาย ประเทศจะต้องหาทางออกด้านการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กรุ่นใหม่ให้สามารถแข่งขันได้
ในระดับนานาชาติและมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

ในการเชื่อมช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมและการศึกษานั้นย่อมเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถาบันการศึกษาเอง โดยแนวคิดการจัดการศึกษาภายใต้ความร่วมมือ นี้ถูกนิยามว่า Education 4.0 ซึ่งประกอบด้วยทักษะ 4 ประการที่เด็กรุ่นใหม่ควรจะมีเพื่อปิดช่องว่าง ดังกล่าว และแนวทางการจัดการเรียนการสอน 4 รูปแบบที่สถาบันการศึกษาควรนําไปปรับใช้เพื่อพัฒนา ทักษะเหล่านั้น

ทักษะดังกล่าวประกอบด้วย (1) ทักษะการเป็นพลเมืองโลก (2) ทักษะการพัฒนานวัตกรรมและ ความคิดสร้างสรรค์ (3) ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล และ (4) ทักษะมนุษยสัมพันธ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) ทักษะการเป็นพลเมืองโลก (Global citizenship) คือ การสร้างความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับการอยู่รวมกันและบทบาทของตนในสังคมโลกและความยั่งยืน ตัวอย่างเช่น โรงเรียน Green School สําหรับเด็กอายุระหว่าง 3 – 18 ปีในประเทศอินโดนีเซีย ได้จัดพื้นที่ให้ห้องเรียนมีความใกล้ชิดกับ ธรรมชาติ และใช้การทดลองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นบทเรียน เช่น การปลูกผักสวนครัว การประยุกต์ใช้พลังงานทดแทน และการก่อสร้าง เพื่อให้เด็กได้เข้าใจว่าแหล่งอาหาร วัตถุดิบ และพลังงานมาจากไหน ไปสู่จุดหมายใด และเชื่อมโยงอย่างไรกับประเทศอื่นๆ ประกอบกับให้เด็กแลกเปลี่ยนความรู้กับสถานศึกษา ในประเทศอื่นผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ถึงแนวคิดของความยั่งยืนและการแลกเปลี่ยนทาง วัฒนธรรม โดยโครงการเหล่านั้นสามารถผลิตอาหารได้มากถึง 150 กิโลกรัมต่อเดือน และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของโรงเรียนได้มากถึง 40%

(2) ทักษะการพัฒนานวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ การส่งเสริมนวัตกรรม การ แก้ปัญหา การวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดแบบเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น The Knowledge Society ในประเทศแคนาดาเป็นกิจกรรมนอกเวลาเรียนที่สร้างจากความร่วมมือกับบริษัทชั้นนํา เช่น Walmart, Airbnb และ TD Bank โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ให้โจทย์ทางธุรกิจ และให้นักเรียนอายุระหว่าง 13 - 17 ปีเป็นผู้คิดค้นและปฏิบัติการหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งการเรียนรู้วิธีนี้ยังเป็นการสร้างความคุ้นเคย ให้กับนักเรียนต่อสภาพแวดล้อมการทํางานจริง โดยนักเรียนที่สมัครเข้าโครงการไม่จําเป็นต้องมีพื้นฐานด้านนั้นๆ มาก่อนแต่ต้องมีความหลงใหลในการเรียนรู้และพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ๆ และจากการสํารวจ พบว่านักเรียนที่จบจากโครงการประสบความสําเร็จทางธุรกิจ เช่น สามารถตั้งบริษัทของตนเองได้ ได้รับการเข้าฝึกงานที่บริษัทชั้นนําอย่าง Microsoft, Deloitte และ IBM หรือได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในงานต่างๆ เช่น Web Summit, SXSW, TEDx และ Consumer Electronics Show เป็นต้น

(3) ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างทักษะนี้ไม่ใช่เพียงความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่รวมถึงการเขียนโปรแกรมและการใช้งานเทคโนโลยีแบบมีความรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น โครงการ TEKY STEAM ในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเสมือนหลักสูตรนอกเวลาด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ให้เด็กอายุระหว่าง 6 – 18 ปีสามารถเลือกเข้าร่วมบทเรียนที่น่าสนใจได้อย่างอิสระและเรียนผ่านการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งเด็กที่ เข้าร่วมโครงการดังกล่าวสามารถนําไปต่อยอดแล้วชนะการแข่งขัน รวมถึงได้เหรียญเงินใน World Robot Olympiad ด้วย

(4) ทักษะมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal skills) เป็นการสร้างความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) เช่น ความเห็นใจผู้อื่น การทํางานร่วมกัน การเจรจาต่อรอง การเป็นผู้นํา และการอยู่ ในสังคม ตัวอย่างเช่น โครงการ EARN ในประเทศสเปนที่ให้นักเรียนอายุระหว่าง 5 – 18 แลกเปลี่ยนการ เรียนรู้ผ่านทางออนไลน์กับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ เพื่อทําโครงการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เช่น โครงการ Future Citizen Project ที่เด็กได้หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเมืองและออกไปเป็น อาสาสมัครในวันเลือกตั้ง ได้สอนให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทํางานร่วมกับผู้อื่น การออกความคิดเห็น และ การยอมรับในระบบประชาธิปไตย

ทักษะทั้งหลายเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกนิยามในกรอบดั้งเดิมว่าเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ในรูปแบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นทักษะที่ต่อยอดขึ้นมาและใช้แขนงวิชาต่างๆ แบบบูรณาการ เพื่อนํามาแก้ปัญหาและหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ให้กับโจทย์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทและผู้ประกอบการต้องการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือแทนที่จะแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ หรือทํางานเป็นกิจวัตรในแต่ ละวัน เปลี่ยนเป็นการแก้ปัญหาแบบองค์รวม (Holistic Approach) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และการทํางานกันเป็นทีมด้วยความเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเด็กที่มีทักษาะเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สําคัญและเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบในอนาคต

ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะเหล่านั้นไม่สามารถทําได้ด้วยโมเดลการสอนแบบเดิมๆ แต่จะต้องเปลี่ยนเป็นโมเดลที่สร้างเสริมทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้เรียน และเตรียมความพร้อมในการทํางานใน สิ่งแวดล้อมที่เสมือนการทํางานจริง โดย Education 4.0 ได้กล่าวถึงโมเดลการสอนรูปแบบใหม่ที่ สถาบันการศึกษาควรปรับใช้ คือ (1) การเรียนรู้ส่วนบุคคลและการเรียนรู้ด้วยตนเอง (2) การเรียนรู้ที่ทุกคน เข้าถึงได้ (3) การเรียนรู้เชิงแก้ปัญหาและสร้างความร่วมมือ และ (4) การเรียนรู้ตลอดชีพที่ผู้เรียนเป็นตัว ขับเคลื่อน โดยมีรายละเอียดแต่ละแนวทางดังนี้

(1) การเรียนรู้ส่วนบุคคลและการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากในอดีตที่การเรียนรู้ค่อนข้างมีกรอบ มาตรฐานชัดเจน เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจส่วนบุคคลด้วยบทเรียนที่ปรับเปลี่ยน ได้ตามจังหวะของผู้เรียน ตัวอย่างเช่น วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) มีโครงการ -Design ที่ลดวิชาภาคบังคับและให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนวิชาอิสระได้มากขึ้นในเวลาที่ตนพร้อมที่จะเรียนจากในและนอกมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งในไทยและต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน” หรือที่ประเทศ อินเดียที่องค์กรเพื่อการศึกษา Pratham ได้จัดทําโครงการเรียนนอกเวลา Hybrid Learning Program ที่ เป็นการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ให้คนในชุมชนอาสามาเป็นผู้ดูแลและเป็น Facilitator ให้กับการทํา โครงการของนักเรียน หรือการเล่นสวมบทบาทในการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งผลลัพธ์พบว่านักเรียนที่เข้าร่วม โครงการได้คะแนน 12% มากกว่านักเรียนทั่วไป

(2) การเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Inclusivity) จากที่การเรียนถูกจํากัดอยู่เฉพาะลุ่มคนที่สามารถ สอบเข้าและเข้าถึงการศึกษาได้ เปลี่ยนเป็นการศึกษาที่ใครก็เข้าถึงได้และต้อนรับทุกคน ตัวอย่างเช่น กลุ่ม โรงเรียน Prospect Charter School ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กําหนดเกณฑ์ให้มีการเปิดรับนักศึกษา หลายเชื้อชาติ การใช้อาจารย์ บทเรียน และตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ และสังคม และ การให้เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนในระดับยากพิเศษได้ (Honors Courses) โดยไม่มีการแบ่งชั้นเรียน ทํา ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และประสบความสําเร็จมากกว่า ซึ่งผลลัพธ์คือนักเรียนมากถึง 73% สอบได้ ระดับที่ดีในข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐที่ 43%

(3) การเรียนรู้เชิงแก้ปัญหาและสร้างความร่วมมือ จากในอดีตที่การเรียนจะเป็นแบบทีละ กระบวนการ เปลี่ยนเป็นการเรียนในรูปแบบโครงการและการแก้ปัญหา ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือและความสามารถของแต่ละคนในทีม และเป็นการเตรียมความพร้อมในการทํางานจริงในอนาคต ตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงเรียน Innova School ในประเทศเปรูที่นําเอาโจทย์ในสังคมมาให้นักเรียนระดับประถมและมัธยม (K-12) หาวิธีแก้ปัญหาผ่านการทํางานเป็นทีม เช่น การหาแนวทางในการลดขยะในชุมชน ซึ่งผลจากการ นําความรู้มาประยุกต์ใช้จริงนั้นทําให้นักเรียนสามารถสอบผ่านวิชาคณิตศาสตร์ได้ถึง 61% มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 17% และนําแนวคิดการทํางานร่วมกันไปใช้ได้จริงตอนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

(4) การเรียนรู้ตลอดชีพ (Lifelong learning) ที่ผู้เรียนเป็นตัวขับเคลื่อน จากในอดีตที่การ เรียนรู้สิ่งใหม่จะลดน้อยลงเมื่อเข้าวัยทํางานและห่างออกจากสถานศึกษา เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ตลอดชีพที่ ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาตนเองและสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดโอกาสให้ผู้เรียนไม่ต้องเรียนต่อเนื่องครบ 4 ปี หาก ต้องการหยุดเรียนเพื่อออกไปทําธุรกิจส่วนตัว ทํางาน หรือเรียนเพียงเพราะต้องการความรู้เฉพาะทางเพียง บางเรื่องก็สามารถหยุดการเรียนได้ โดยมหาวิทยาลัยจะเก็บหน่วยกิตไว้ให้และจะกลับมาเรียนในภายหลังหรือไม่ก็ได้

เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การ เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ต้องการนวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น หรือวิถีชีวิตแบบ New Normal ความต้องการแรงงานก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งระบบการศึกษาในยุคปัจจุบันที่ผู้เรียนจะต้องเข้าห้องเรียน เพื่อเรียนกับอาจารย์ ด้วยหนังสือ สมุด และการเขียนกระดานไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ อุตสาหกรรมได้ จึงเป็นต้นกําเนิดของแนวคิด Education 4.0 ที่ไม่ได้จํากัดการเรียนรู้อยู่ในห้องเรียน แต่เน้น การสร้างความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหา และการทํางานร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ หากภาคการศึกษาของประเทศไทยหรือประเทศต่างๆ ไม่สามารถปรับตัวในการจัดการศึกษา เพื่อให้เด็กมีความพร้อมจะส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเด็กเองที่ไม่ได้โอกาสพัฒนาในสิ่งที่ตนสนใจและไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา ประเทศก็จะขาดนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน และไม่ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เท่าเทียมประเทศอื่น อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาได้นั้น จําเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐผู้กําหนดนโยบาย ภาคการศึกษาผู้จัดการเรียนการสอน และ ภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการที่เป็นผู้กําหนดความต้องการของแรงงาน ทํางานร่วมกันเพื่อสร้าง ระบบแวดล้อมของการศึกษาให้เด็กรุ่นใหม่มีทักษะที่จําเป็นสําหรับอนาคต ซึ่งหากประสบความสําเร็จจะ เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าภายใน 10 - 20 ปีข้างหน้านี้จะได้เห็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นที่เป็นผลผลิตจากการ เรียนรู้รูปแบบใหม่ที่จะนํามาพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น