ART OF STORYTELLING

ในทุกๆ อาชีพ สิ่งที่หลีกหนีไม่ได้เลยก็คือ การนําเสนอ (Presentation) ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ได้ สรุปเทคนิคในการนําเสนอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การทําความรู้จักเพื่อเข้าใจผู้ฟัง (Know the audience) การตั้งหัวข้อที่ เหมาะสมและน่าสนใจสําหรับผู้ฟัง (Attention grabbing topic) การใช้สถิติต่างๆ (Shocking statistics) การซ้อมเพื่อลด ความตื่นเต้นของผู้พูด (Practice) การสบตาผู้ฟังในขณะที่พูด (Engage with the audience) รวมถึงเทคนิคอื่นๆ อีก มากมาย ซึ่งเทคนิคที่ต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกนําไปปฏิบัติตามโดยผู้พูดในเวทีต่างๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ดี แม้การเตรียมตัวของผู้พูดจะดีแค่ไหน ไม่ว่าจะซ้อมสักกี่ครั้ง สิ่งที่ยากที่สุดที่ผู้พูดหลายๆ ท่านจะต้องเผชิญ และไม่สามารถคาดเดาได้เลยก็คือ ความสนใจของผู้ฟังในระหว่างการนําเสนอ ดังนั้น การนําเสนอที่ดีนั้นมักจะเป็นการ นําเสนอที่ควบคุมความสนใจของผู้ฟังให้เป็นไปในทิศทางที่ผู้พูดต้องการ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมความสนใจของผู้ฟัง สามารถทําได้โดยการผสมผสาน “Human-ness” หรือสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจและเข้าถึงได้ดี ผ่านการสอดแทรกเรื่องราว (Story) เข้าไปเพื่อกระตุ้นความสนใจและดึงดูดความสนใจของผู้ฟังไว้ตลอดระยะเวลาการนําเสนอ (Resonate with the listeners) เนื่องจากผู้ฟังทุกคนคุ้นเคยกับการฟังเรื่องราวต่างๆ จะเห็นได้จากการฟังนิทานในสมัยเด็กๆ เพราะถ้าเราย้อนนึก ถึงวัยเด็กนั้น เราจะจําได้ทันทีว่าเด็กทุกคนสามารถคงความสนใจให้จดจ่อกับเรื่องที่ฟังอยู่นั้นได้อย่างง่ายดายโดยผู้ใหญ่ไม่ต้อง พยายามใดๆ เลยเสียด้วยซ้ำ

รูปที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง รายงาน (Report) การเล่าเรื่อง (Story) และการนําเสนอ (Presentation)
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น การนําเสนอที่ดีนั้นจะเป็นการผสมผสานระหว่าง การเล่าเรื่อง (Storytelling) และรายงาน (Report) (รูปที่ 1) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น รายงาน คือ การลงรายละเอียดผ่านการนําเสนอข้อเท็จจริงโดย จะเรียงเป็นลําดับ และเป็นขั้นตอน (Informational, exhaustive details, and facts) ในขณะที่ การเล่าเรื่อง เปรียบเสมือน การเล่านิทาน โดยเป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ซึ่งอาจจะมีอารมณ์ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยผู้ฟังจะต้องเป็นผู้สร้าง ความเชื่อมโยงจากนัยของเรื่องราวที่ฟังด้วยตัวเอง (Experiental and emphasizing evocative and implied info) ทั้งนี้ การนําเสนอที่ดี คือ การรวมทั้ง 2 สิ่งนี้ที่เข้าไว้ด้วยกัน โดยนําเสนอผ่านการวางโครงสร้างให้เหมือนกับการเล่าเรื่อง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไว้ตลอดระยะเวลาการนําเสนอ แต่สิ่งที่นําเสนอนั้น ไม่นิทานหรือเรื่องเล่า หากแต่จะเป็นข้อเท็จจริงและบท วิเคราะห์ของข้อเท็จจริงเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น ก่อนที่ผู้อ่านจะสามารถกําหนดโครงสร้างของการนําเสนอ ผู้เขียนอยากจะขออธิบายถึงโครงสร้างของ เรื่องราวที่จะถูกนํามาปรับใช้ให้เข้าใจก่อน เรื่องราว (Story) นั้นจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เนื้อหาส่วนต้นหรือ ส่วนของการท้าวความ (Beginning) ซึ่งจะเป็นการ อธิบายบริบทต่างๆ (Context) ของเรื่องถัดมา คือ ช่วงกลางหรือท้องเรื่อง (Middle) คือ การอธิบายซึ่งจุดหักเหต่างๆ 1 ทั้งที่คาดเดาได้และที่คาดเดาไม่ได้ ที่ทําให้เรื่องราวไม่เป็นไปตามที่ผู้ฟังนั้นคิดไว้ เพื่อที่จะเรียกความสนใจให้ยังคงอยู่กับเรื่องราว หรือเพื่อทําให้ผู้ฟังได้มีโอกาสคิดตาม (Suspense) สุดท้าย คือ บทสรุป (Ending) ซึ่งจะเป็นการค่อยๆ คลี่คลายจุดหักเหต่างๆ เหล่านั้นให้กับผู้ฟัง (Resolution)

รูปที่ 2: ขั้นตอนการนําเสนอ (Presentation) โดยปรับใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling)
ทั้งนี้ จากการสํารวจ การนําเสนอที่ประสพผลสําเร็จและได้รับการยอมรับที่ดีนั้น มักจะประกอบไปด้วยโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนเหมือนการเล่าเรื่องแทบทั้งสิ้น โดยในแต่ละขั้นตอน จะมีรูปแบบหรือ Pattern ที่ชัดเจน เพื่อประกอบการอธิบายรูปแบบ การนําเสนอในแต่ละขั้นตอนนั้น ผู้เขียนจะยกตัวอย่าง การนําเสนอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Iphone รุ่นแรกของ Steve Jobs ในปี ค.ศ. 2007 ดังนี้

เริ่มกันที่เนื้อหาส่วนต้นหรือการท้าวความ (Beginning) เนื้อหาในส่วนนี้เป็นการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นอยู่หรือเหตุการณ์ ในปัจจุบัน (What is) และสิ่งที่ควรจะเป็น (What could be) เพื่อให้ผู้ฟังได้เห็นถึงช่องว่าง (Gap) อย่างชัดเจนและเรียก ความสนใจของผู้ฟังว่าในส่วนถัดไป ผู้พูดกําลังจะนําเสนอวิธีใดในการปิดช่องว่างเหล่านั้น จากตัวอย่าง Steve Jobs เริ่มต้น ด้วยการท้าวความถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน (What is) ผ่านการอธิบายว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เข้ามาในตลาดอย่างมากมายนั้น มี อยู่เพียงแค่บางผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกแบบที่ไม่ มีใครเคยเห็นมาก่อน และได้ยกตัวอย่างหลายๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (“Every once in a while, a revolutionary product come along that changes everything...”) ต่อจากนั้น Jobs จึงได้กล่าวต่อถึงสิ่งที่กําลังจะเกิด (What could be) ว่า วันนี้คือวันที่เขารอมานาน ซึ่งก็คือวันที่เขานั้นมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิธีการที่ทุกคนใช้ชีวิตไปตลอดกาล (“This is the day that I have been looking forward to for two and half years...today we are introducing three revolutionary products...")ถัดมาในส่วนที่ 2 หรือช่วงกลางของการนําเสนอ (Middle) ผู้พูดสามารถลงรายละเอียดของสิ่งที่เป็นอยู่ (What is) และสิ่งที่ควรจะเป็นหรือสิ่งที่ผู้ฟังต้องการให้เป็น (What could be) สลับกันไปมา ทั้งนี้ ในการนําเสนอแต่ละครั้ง สิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ คําถามต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดการต่อต้านจากผู้ฟัง (Resistance and doubt) โดยวิธีการแก้ที่ดีที่สุดก็ คือ การคาดการณ์ถึงการคําถามที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการนําเสนอแล้วออกแบบเนื้อหาการนําเสนอให้ตอบคําถามเพื่อไขข้อข้องใจของคําถามเหล่านั้น เปรียบเสมือนการเล่นเรือใบ ที่ผู้เล่นเรือมักจะหักเรือไปทางซ้ายที ขวาที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง จุดหมายปลายทาง โดยจะไม่เดินเรือเป็นเส้นตรง ทั้งนี้ ก็เพื่อลดแรงต้านจากลม โดยถ้าย้อนกลับไปที่ตัวอย่างการนําเสนอของ Steve Jobs หลังจากที่เขาได้กล่าวแนะนําผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ของเขาแล้วนั้น เขาได้เปรียบเทียบการทํางานของมือถือ Iphone ใหม่ของ Apple เทียบกันกับมือถืออื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบันสลับไปมา เพื่อที่จะสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามือถือ Iphone นั้นสามารถทําอะไรได้บ้าง โดยเขาได้ใช้ทั้ง วีดีโอ ภาพ รวมถึง การสาธิตจริง (Demo) เพื่อให้ผู้ฟังคงความสนใจอยู่ที่สิ่งที่เขา พูดอยู่เสมอตลอดระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

สุดท้ายในส่วนที่ 3 หรือบทสรุปของการนําเสนอ (End) ถือได้ว่าเป็นส่วนที่สําคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่เราจะใช้ใน การโน้มน้าวผู้ฟัง ให้เห็นถึงความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการตามขั้นตอนหรือข้อเสนอแนะที่เรามี หรือเป็นเหตุผลว่าทําไมผู้ฟังถึง ต้องเชื่อผู้พูด โดยผู้พูดสามารถทําได้ผ่านการบอกถึงสิ่งที่ผู้ฟังจะต้องปฏิบัติ (Call to action) แล้วจึงสรุปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้ฟังได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะแล้ว (New Bliss) ซึ่งถ้ากลับมาที่ตัวอย่างของ Steve Jobs ในช่วงสุดท้าย เขาได้ทิ้งท้ายไว้ว่า Apple ได้เป็นผู้นําในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มานักต่อนัก ตั้งแต่การเปิดตัว Mac Computer ในปี ค.ศ. 1984 จนมาถึง Ipod ในปี ค.ศ. 2001 และในวันนี้ ที่เขาคิดว่า Apple ได้ทําสิ่งนั้นอีกครั้ง โดยการเปิดตัว Iphone (I didn't sleep a wink last night and I was so excited because we have been so lucky at Apple...we have had the Mac...the Ipod...and we are going to do it again with the Iphone. We are so excited.) año New Bliss หรือสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเกิดหลังจากวันที่เขาได้กล่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ไปแล้ว

ผู้เขียนขอจบบทความนี้ด้วยคํากล่าวของ TS Elliot ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “What we call the beginning is often the end. And to make an end is to make a beginning. The end is where we start from” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ณ จุดที่ การนําเสนอของเรานั้นจบลงนั้น การเดินทางของผู้ฟังก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง พวกเขาเหล่านั้นจะจดจําสิ่งที่เราพูดได้อย่าง ขึ้นใจ หรือลืมมันไปเมื่อเดินออกจากห้องประชุมนั้นก็ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับผู้พูด เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเรา คือ การพาผู้ฟังเหล่านั้น ไปยังจุดที่ผู้ฟังเข้าใจว่าทําไมสิ่งที่นําเสนอถึงสําคัญ และมีความมุ่งมั่นที่จะวางแผน และปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่เราได้ให้ไว้อย่างเต็มที่